
“เมย์แบงก์” แนะหาจังหวะสะสม หุ้นเดือนม.ค. ชูท็อปพิก ICHI–MTC–WHA
บล.เมย์แบงก์คาด SET เดือนม.ค.แกว่ง 1,220–1,300 จุด รับแรงหนุนความชัดเจนการเมือง-valuation ต่ำ แนะนำทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี-ปันผลเด่น กลุ่มธนาคาร-โทรคมนาคม-อสังหาฯ-ท่องเที่ยว พร้อมท็อปพิก ICHI- MTC- WHA
บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมิน SET Index จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,220 – 1,300 จุด แรงหนุนหลักมาจากความคาดหวังต่อ ความชัดเจนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ผสานกับในเชิง มูลค่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่ถูกและน่าสนใจเมื่อเทียบกับภูมิภาค
โดยซื้อขายที่เพียง 11–12 เท่า forward P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และเป็นหนึ่งใน ตลาดที่มี valuation ต่ำที่สุดในอาเซียน ขณะที่ downside risk ต่อประมาณการกำไรมีจำกัด แม้ EPS growth ปี 2568 จะอยู่ในระดับปานกลาง ส่งผลให้ภาพรวมผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงเริ่มเอียงไปทางบวก เมื่อ sentiment ฟื้นตัว ในเชิงกลยุทธ์ ทางฝ่ายวิจัยคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะหมุนเข้าสู่หุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศและกลุ่มได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง อาทิ ธนาคาร การเงิน โทรคมนาคม ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์
ขณะเดียวกันธีมระยะกลางอย่าง FDI, การลงทุน Data Center และการเปิดเสรีทางการค้า จะช่วยหนุน momentum ต่อเนื่อง ทำให้มองว่า เดือนมกราคมเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับการทยอยสะสมหุ้นไทย
หุ้น Top Picks มกราคม
บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ให้ราคาเป้าหมาย 13.60 บาท โดยคาดการณ์กำไรไตรมาส 4/2568 คาดเติบโต 28% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน จากการออกสินค้าใหม่ การขยายช่องทางจำหน่าย และมาตรการคนละ ครึ่ง Plus
ขณะที่กำไรปี 2569 คาดการณ์เติบโตต่อ 10% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนสูงกว่ากลุ่ม หนุนจากสภาพอากาศ El Niño ที่เอื้อต่อการบริโภคชา ปัจจุบันซื้อขายที่ PER ในปี 2569 อยู่ที่ 12.4 เท่า พร้อมเงินปันผลสูงราว 9% สะท้อนมูลค่า น่าสนใจเมื่อเทียบกับกลุ่ม
บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ให้ราคาเป้าหมาย 33.25 บาท คาดการณ์กำไรหลักเติบโต 12% ในปี 2568 และคาดกำไรหลักในปี 2569 เติบโต 8% จากการขยายสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดย ราคารถมือสองฟื้นช่วยลดขาดทุนจากการยึดรถ ซึ่งหุ้นซื้อขายที่ PBV ในปี 2569 อยู่ที่ 1.4 เท่า และได้อานิสงส์ sentiment เชิงบวกจากบรรยากาศการเลือกตั้ง
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ให้ราคาเป้าหมาย 4.80 บาท คาดการณ์กำไรยังแข็งแกร่งจาก ยอดขายที่ดินสูง และดีมานด์จาก Data Center ต่อเนื่องถึงปี 2570 โดยกำไรปกติไตรมาส 4/2568 คาดอยู่ที่ 1.34 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 110% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยหุ้นซื้อขาย ที่ PER ในปี 2569 อยู่ที่ 8.6 เท่า พร้อมเงินปันผลราว 6% น่าสนใจทั้งเชิง มูลค่าและรายได้
นอกจากนี้ นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเดือนมกราคม 2569 ว่าดัชนีจะสามารถปรับตัว Sideways ถึง Sideways up ได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาบ้างในช่วงปลายปี
โดยได้รับปัจจัยหนุนจากสภาพคล่องในตลาดที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และในปีนี้ไม่มีเงินไถ่ถอนรอบใหม่ (Fresh redemption) จากกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทต่างๆ อีกทั้ง สัญญาณ Fund flow น่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี จากทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีการปรับลดดอกเบี้ยรอบล่าสุด
นอกจากนี้ ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยยังดูดีขึ้นผ่านมาตรวัด Earning yield gap (EYG) ที่ปรับตัวดีขึ้น จากการที่ Bond yield ของไทยปรับลดลงทำจุดต่ำสุดใหม่ของรอบ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงปลายปี พร้อมทั้งมีการส่งสัญญาณในโทนที่ Dovish มากขึ้น รวมทั้งยังมีปัจจัยเชิงเทคนิคได้แก่โอกาสที่หุ้น DELTA อาจกลับมาปรับตัวดีขึ้นอีกครั้งและช่วยหนุนดัชนี SET หลังจากผ่านพ้นช่วงปัจจัยกดดันจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน เพื่อรองรับการหลุดดัชนี SETESG และการ Cap weight ของดัชนี SET50 และ SET100 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ในช่วงปลายเดือนมกราคมคาดว่า Sentiment ของตลาดหุ้นไทยเตรียมถูกยกระดับจากปรากฏการณ์ Election rally ที่มักเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าการเลือกตั้ง ซึ่งในรอบนี้ตรงกับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ทั้งนี้ประเมินกรอบการแกว่งตัวของ SET Index เดือนนี้ที่ 1,230-1,310 จุด ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำถือครองหุ้นในส่วนเดิมต่อไป โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่แนะนำให้ ‘Overweight’ ยังคงเน้นไปที่กลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการบริโภค มองว่าได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดชั่วคราวของกำไรไปแล้ว และกำลังอยู่ในช่วง High season ไม่นับรวมกับตัวช่วยอื่นๆ เช่นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และความคาดหวังด้านนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารงานปีนี้ ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศได้ไม่มากก็น้อยที่สำคัญกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ ทั้ง ธนาคาร ไฟแนนซ์ ค้าปลีก อาหาร และสื่อฯ ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่มีระดับ Valuation ต่ำอยู่แล้วและมักจะปรับตัวได้ดีในช่วงปรากฏการณ์ Election rally
โดย Top pick เดือนนี้มองไปที่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO, บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL, บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS, บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM
นอกจากนั้น ยังคงชื่นชอบกลุ่มหุ้นปันผลสูงที่มีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และมักปรับตัว Outperform ในช่วง 3-4 เดือนแรกของทุกปีต่อไป อาทิเช่น ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI, บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB
ส่วนอีกกลุ่มที่ยังคงชื่นชอบและแนะนำให้ “Overweight” มาตลอดได้แก่กลุ่ม REIT ซึ่งล่าสุดในเดือนที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนไปถึง 4.4% มองกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการปรับตัวลงของ Bond yield ไทย ซึ่งล่าสุดทำจุดต่ำสุดใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากจะทำให้ระดับ Dividend yield gap ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป

