“เดวิด แวน ดาว” เก็บหุ้น PSGC เข้าพอร์ตเพิ่ม 107,900 หุ้น ดันถือ 0.56%

"เดวิด แวน ดาว" เก็บหุ้น PSGC เข้าพอร์ตเพิ่ม 107,900 หุ้น ดันถือเพิ่มเป็น 24.86 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.56% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 9 ตอกย้ำธุรกิจเติบโตแกร่ง


สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของผู้บริหาร (แบบ 59) ของบริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ระบุว่า นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้รายงานการได้มาซึ่งหุ้นสามัญของบริษัทจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยวิธี Auto Matching ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

โดยการทำรายการดังกล่าวดำเนินการภายใต้ชื่อผู้ทำรายการคือ PT (SOLE) COMPANY LIMITED ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่รวมการถือหุ้นของผู้รายงาน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเกินกว่าร้อยละ 30 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท

สำหรับการเข้าซื้อหุ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 มีจำนวน 107,900 หุ้น ในราคาเฉลี่ย 3.5614 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าซื้อขาย 384,275 บาท

จากการทำรายการดังกล่าว ส่งผลให้จำนวนหุ้นสามัญของ PSGC ที่นายเดวิด แวน ดาว ถือครองรวมภายหลังการทำรายการเพิ่มเป็น 24,868,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.559% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดในกิจการ จากเดิมถืออยู่ 24,761,000 หุ้น สัดส่วน 0.556% โดยส่งผลให้ติดอันดับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ลำดับที่ 9

ขณะที่ภาพรวมของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ดังนี้

ทั้งนี้ บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ประกาศความสำเร็จในการเข้าลงทุนในบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (“NT”) อย่างเป็นทางการ นับเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของบริษัทจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องในระดับภูมิภาค

ธุรกรรมดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทในเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยภายหลังจากการทำรายการ PSGC ถือหุ้นใน NT สัดส่วน 64% ของทุนจดทะเบียนที่มีสิทธิออกเสียง ส่งผลให้ NT เป็นบริษัทย่อยที่ถูกรวมงบการเงินของกลุ่มบริษัท มีผลตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ต่อยอดจากโครงการริเริ่มด้านเหมืองแร่และทรัพยากรที่ PSGC ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 ภายใต้วิสัยทัศน์ของบริษัท และสะท้อนแผนงานระยะยาวในการขยายสู่ธุรกิจพลังงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในภูมิภาค

ปัจจุบันประเทศเวียดนามมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวม โดยพลังงานถ่านหินยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าฐานโหลด (base-load power generation) เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในประเทศ

PSGC ได้เข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจบริหารจัดการเหมืองแร่ การให้บริการแปรรูปถ่านหิน และการค้าถ่านหินเชิงพาณิชย์ ผ่านการลงทุนใน NT ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาค การลงทุนครั้งนี้ ทำให้บริษัทมีแหล่งรายได้จากธุรกิจที่มีรูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้น

โดย NT ยังได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการดำเนินงานและรับซื้อถ่านหินจากบริษัท Xekong Power Plant Limited (XPPL) ซึ่งเป็นสัมปทานเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว มีปริมาณถ่านหินสำรองกว่า 600 ล้านตัน และเพื่อสร้างรายได้ทันที NT ได้ทำสัญญาซื้อขายถ่านหินระยะยาว (Off-take Agreements) กับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม 2 แห่ง พร้อมได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อขนาดใหญ่จากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของเวียดนามอีกด้วย

สัญญาขายกับรัฐวิสาหกิจดังกล่าวรองรับปริมาณถ่านหินในระดับ 4–5 ล้านตันต่อปี ภายใต้ข้อตกลงระยะยาว 10 ปี และ NT สามารถที่จะขยายศักยภาพในการส่งมอบได้ถึง 10 ล้านตันต่อปี เพิ่มแนวโน้มความชัดเจนของรายได้ในอนาคต

นายเดวิด แวน ดาว กล่าวว่า การลงทุนใน NT เข้ามาเป็นบริษัทย่อยถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากรายได้หลักที่มาจากโครงการก่อสร้าง ไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีรายได้ต่อเนื่องจากการดำเนินงาน ที่เชื่อมโยงกับความต้องการพลังงานในภูมิภาค โดยการรวมงบการเงินจาก NT นี้จะเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 และคาดว่าจะเป็นส่วนสำคัญต่อโครงสร้างรายได้ของบริษัทในระยะต่อไป

“เรากำลังสร้างห่วงโซ่ธุรกิจพลังงาน ตั้งแต่การดำเนินงานเหมืองไปจนถึงการส่งมอบสินค้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” นายเดวิดกล่าว “แม้ว่าธุรกิจถ่านหินจะถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีมานาน แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าฐานโหลด สำหรับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น เวียดนาม เรามองว่าถ่านหินเป็น ‘พลังงานพื้นฐาน’ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ กระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพให้กับบริษัทในระยะยาว และเป็นพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งเพื่อสนับสนุนการขยายสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและนวัตกรรมในอนาคต”

สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 PSGC และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 2,724.6 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 377.5 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

รายได้รวมประกอบด้วยรายได้จากงานก่อสร้าง 2,656.9 ล้านบาท และรายได้อื่น 67.7 ล้านบาท ขณะที่กำไรเบ็ดเสร็จรวมทั้งปีอยู่ที่ 358.8 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเริ่มรวมงบการเงินของ NT ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป โครงสร้างธุรกิจของ PSGC จะสะท้อนการผสมผสานระหว่างธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับพลังงานอย่างชัดเจนมากขึ้น

นายเดวิด แวน ดาว กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทกำลังจัดการประเด็นต่างๆ เพื่อให้ฐานะการเงินสะท้อนพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ PSGC ในยุคใหม่” ณ สิ้นปี 2568 กลุ่มบริษัทมีกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรจำนวน 2,025.6 ล้านบาท และเมื่อเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจถ่านหินตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะพิจารณาการจ่ายเงินปันผลในอนาคต จากแนวโน้มผลประกอบการจากการดำเนินงานของ NT และคำนึงถึงผลการดำเนินงานโดยรวม สภาพคล่องทางการเงิน และความจำเป็นในการลงทุนระยะยาวของกลุ่มบริษัทต่อไป

Back to top button