กฟผ. ชัดไม่ขายหุ้น THAI หลังพ้น Silent Period ฟากโบรกใหญ่ชี้เป้าสูง 10.40 บ.

กลุ่มสหกรณ์ กฟผ.แถลงการณ์ชัดไม่เทขายหุ้น THAI หลังพ้น Silent Period วันที่ 3 ก.พ.นี้ หลังรับฟังข้อมูล 3 โบรกเกอร์ใหญ่ “เกียรตินาคินภัทร-ทิสโก้-บัวหลวง” สะท้อนมุมมองเชิงบวก กรอบราคาพื้นฐาน 7.70-10.40 บาท ยืนยันหากต้องตัดสินใจขายจะทำแบบ Big Lot ให้นักลงทุนสถาบันไทยและต่างชาติ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและบรรยากาศการลงทุน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (19 มกราคม) สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด (สอ.กฟผ.) ออกแถลงการณ์ว่า กลุ่มสหกรณ์ผู้ถือหุ้น THAI ยังไม่ขายหุ้น THAI หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาห้ามซื้อ-ขาย (Silent Period) หุ้นในสัดส่วน 25% วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เพราะมั่นใจว่าพื้นฐานการฟื้นตัว ราคายังดีต่อเนื่อง หลังจากวานนี้ สอ.กฟผ.ได้จัดสัมมนาหัวข้อ “วิเคราะห์หุ้นการบินไทย พื้นฐานราคาและกลยุทธ์การขายอย่างมีประสิทธิภาพ” ในฐานะผู้ถือหุ้นลำดับที่ 3 ของ THAI จำนวน 1,538 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.43%

โดย สอ.กฟผ.ได้เชิญผู้แทนสหกรณ์จำนวน 87 แห่ง ที่ถือหุ้น THAI รวม 6,230,287,551 หุ้น เข้าร่วมสัมมนาเพื่อให้ผู้แทนสหกรณ์พิจารณาวิเคราะห์โครงสร้างราคา จังหวะเวลาที่เหมาะสม และแนวทางการบริหารจัดการการจำหน่ายหุ้นอย่างรอบคอบหลังสิ้นสุด Silent Period โดยมีนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ คือ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ร่วมให้ข้อมูลและเปิดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับหุ้น THAI

โดยสาระสำคัญที่นักวิเคราะห์ ให้พิจารณาคือราคาเป้าหมายหุ้น THAI อยู่ในช่วง 7.70-10.40 บาท และค่า P/E อยู่ที่ 8.00-11.40 เท่า สะท้อนระดับราคาที่เหมาะสม และหากค่า P/E ต่ำกว่าช่วงดังกล่าว ยังไม่เหมาะสมต่อการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว

ทั้งนี้กลุ่มสหกรณ์เห็นว่าเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกของแต่ละสหกรณ์ การบริหารจัดการเงินลงทุนอย่างเหมาะสม และไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กลุ่มสหกรณ์จะพิจารณาข้อมูลเชิงวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ดังนี้ 1) การพิจารณาปริมาณและราคาจำหน่ายหุ้น จะทำการพิจารณาจากมูลค่าที่เหมาะสมที่ได้รับข้อมูลจากสำนักวิจัยที่หลากหลาย ช่วงเวลาการขาย สภาพคล่องหลักทรัพย์ คุณสมบัติ และเงื่อนไขของผู้ที่จะมาซื้อหุ้นต่อ

2) ช่วงเวลาในการขาย กลุ่มสหกรณ์พิจารณาว่า ไม่ขายและยังคงถือหุ้น THAI หลังจากวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อการหาสมดุลและเสถียรภาพของราคา โดยจะพิจารณาช่วงเวลาการขายที่เหมาะสมอีกครั้ง หลังจาก THAI ประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 ซึ่งคาดการณ์เป็นช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนมีนาคม 2569

3) เนื่องจากข้อจำกัดด้านปริมาณการถือครองหุ้นระดับสูง ขณะที่สภาพคล่องในตลาดไม่เพียงพอ ดังนั้นหากมีการขายหุ้นเกิดขึ้น สหกรณ์จะดำเนินการขายผ่านกระดานรายใหญ่ (Big Lot) ให้แก่นักลงทุนสถาบันไทยและต่างประเทศ เพื่อมิให้กระทบต่อสภาพคล่อง เสถียรภาพของราคา และกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การจำหน่ายหุ้น THAI ของกลุ่มสหกรณ์ จะพิจารณาความเหมาะสมให้สอดคล้องกับข้อมูลด้านเทคนิคและติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ตลอดจนคุณสมบัติ และเงื่อนไขของผู้ที่จะมาซื้อหุ้นด้วย รวมถึงจะดำเนินการโดยไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพของตลาดทุนและราคาหุ้น THAI โดย รวมด้วย

ก่อนหน้านี้ นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI ระบุว่า ตนไม่มีความกังวลเรื่องการเทขายหุ้นหลังสิ้นสุด Silent Period เพราะขณะนี้ได้พูดคุยกับเจ้าหนี้หลายรายแล้วทั้งเจ้าหนี้สถาบันการเงินและกลุ่มสหกรณ์ ส่วนใหญ่แสดงความจำนงว่าต้องการถือหุ้น THAI ต่อไป เพื่อรักษาเสถียรภาพให้ THAI มีความมั่นคง ซึ่งตนเองอยากให้นักลงทุนมองหุ้น THAI เป็นหุ้นคุณค่า (Value) มากกว่าหุ้นเก็งกำไร เพราะช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา THAI ก็พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่าสามารถพลิกฟื้นธุรกิจกลับมาได้เป็นอย่างดี

ส่วนการที่ราคาหุ้น THAI เคยพุ่งสูงสุดถึง 19.40 บาท และปัจจุบันลดลงมาเหลือประมาณ 7.20 บาทนั้น ไม่อยากให้นักลงทุนยึดติดกับราคาสูงสุด เนื่องจากราคาหุ้นมีความผันผวนได้ และหากพิจารณาที่ราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน THAI ซึ่งอยู่ที่ 4.48 บาทต่อหุ้นนั้น พบว่าราคาหุ้น THAI ปัจจุบันยังคงสูงกว่า

อีกทั้งปีที่ผ่านมาพบว่าบริษัทที่เสนอขายหุ้น IPO (การเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเพื่อระดมทุนและจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ) ส่วนใหญ่ราคาหุ้นตอนนี้ต่ำกว่าราคา IPO ไปแล้ว ซึ่ง THAI มิได้เป็นเช่นนั้น

Back to top button