
“ทรีนีตี้” มอง SET ปี 69 ทะลุ 1,400 จุด แนะสอยกลุ่มแบงก์-พลังงาน รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
บล.ทรีนีตี้ ชี้ปี 69 โลกเข้าสู่ระเบียบใหม่ ความผันผวนเป็นโครงสร้างถาวรจากนโยบาย America First 2.0 และการแข่งกันระหว่างสหรัฐฯ–จีน มั่นใจฟันด์โฟลว์ไหลกลับดันหุ้นไทยฟื้นตัวสู่เป้า 1,406 จุด รับดอกเบี้ยขาลง แนะดักเก็บหุ้น ปันผลสูงเกิน 5% ชูกลุ่ม “แบงก์-พลังงาน” ดาวเด่นครึ่งปีแรก
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY เปิดเผยมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจ และการลงทุนโลกในงานสัมมนา “Global Market in your hand ตลาดหุ้นโลกอยู่ในมือคุณ” ว่าในปี 2569 โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ระเบียบใหม่ที่แตกเป็นหลายขั้วเชิงโครงสร้าง และขาดเอกภาพมากขึ้น” โดยความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้เป็นปัจจัยชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างใหม่ของโลก
ดร.วิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า นโยบาย America First 2.0 ของสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหาร และใช้นโยบายอุตสาหกรรมรวมถึงภาษีเป็นเป็นอาวุธ ก่อให้เกิดความเสี่ยงจาก policy shock ต่อการค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และค่าเงิน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ และจีนจะมีการแข่งขันกันในระยะยาวในเรื่องของ Tech AI เซมิคอนดักเตอร์ และแร่หายาก
อย่างไรก็ดี ภูมิรัฐศาสตร์ในปี 2569 ไม่ได้มีแค่เพียงด้านลบ แต่ยังเป็นการเปิด “ช่องทางการเติบโตเชิงยุทธศาสตร์” สำหรับเงินทุน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี โดยภูมิภาคละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียกลาง จะกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด โลจิสติกส์ และดิจิทัล ภายใต้แนวโน้มการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนในรูปแบบ Multi-hub strategy
ทั้งนี้ ละตินอเมริกาได้ประโยชน์จากการ reshoring ที่ใกล้สหรัฐฯ และความต้องการวัตถุดิบด้านพลังงานและโลหะ ขณะที่อาเซียนยังเป็นผู้ชนะเชิงโครงสร้าง แม้การแข่งขันภายในจะสูงขึ้น โดยเวียดนามและมาเลเซียได้อานิสงส์จากภาคอุตสาหกรรม ส่วนอินโดนีเซียได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่เอเชียกลางมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน และการค้าโลจิสติกส์
ดร.วิศิษฐ์ มองว่าในปี 2569 จะเป็นช่วงปลายของการผ่อนคลายนโยบายการเงินโลก และเป็นปีของการเลือกลงทุนแบบ Rotation มากกว่าการปรับขึ้นพร้อมกันทุกสินทรัพย์เหมือนปี 2568 โดยกระแสเงินทุนโลกเริ่มไหลกลับสู่ตลาดเกิดใหม่ (EM) อย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ เสถียรภาพ ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ และฐานะดุลบัญชีที่แข็งแรง
อีกทั้ง ดร.วิศิษฐ์ ประเมินว่า สำหรับประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มฟื้นตัวปลายวัฏจักร (Late-cycle recovery) มากกว่าเป็น growth story การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นมาตรการเชิงป้องกันความเสี่ยงมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่พื้นที่นโยบายการคลังมีจำกัด ทำให้การฟื้นตัวต้องพึ่งพาการลงทุนภาคเอกชน และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีคุณภาพเป็นหลัก แม้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจะช่วยดึงเงินทุน แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก
ในมิติการเมือง ดร.วิศิษฐ์ มองว่าความเสี่ยงการเมืองไทยยังคงมีอยู่ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับระดับผลตอบแทนกับความเสี่ยงแล้วถือว่ายังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยนักลงทุนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ และความต่อเนื่องของนโยบายมีความสำคัญมากกว่ารูปแบบของรัฐบาล สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือ การดำเนินนโยบายได้จริง งบประมาณไม่สะดุด และไม่มีความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์แบบฉับพลัน
สำหรับความเสี่ยงสำคัญในปี 2569 ที่ต้องจับตา ได้แก่ ความผิดพลาดเชิงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ความผันผวนในตลาดพันธบัตร การกลับทิศของ Yen Carry Trade (ค่าเงินเยนแข็งขึ้น) ในช่วงครึ่งหลังของปี รวมถึงแรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อราคาพลังงาน และระบบโลจิสติกส์โลก
ทั้งนี้ ดร.วิศิษฐ์ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงเป็นครั้งสุดท้ายอีก 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปี 2569 ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจจาก Earning Yield Gap ที่อยู่ในระดับสูงราว 5.9% และโครงสร้างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) ที่สะท้อนการฟื้นตัวในช่วง 6 – 12 เดือนข้างหน้า และคาดการณ์ว่าหนี้เสียในภาคธุรกิจยังคงจัดการได้ โดยมองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 1,406 จุด ภายใต้สมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 97 บาท และ Forward P/E ที่ 14.5 เท่า ซึ่งยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นจากโมเมนตัมกำไรที่เป็นบวก
อย่างไรก็ดี ดร.วิศิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้นักลงทุนต่างประเทศประเภท Active Fund มีน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยน้อยมาก แต่เราเริ่มเห็นนักลงทุนต่างประเทศกลับมาเป็นฝ่ายซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 8.8 พันล้านบาท ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน
ดังนั้น ภาพรวมยังแนะนำให้ลงทุนในรูปแบบของ Asset Allocation สินทรัพย์ที่แนะนำคือ ตลาดหุ้นไทย 15% ตลาดหุ้นเวียดนาม 10 – 15% ตลาดหุ้นประเทศที่พัฒนาแล้ว 10% ตลาดหุ้นประเทศที่กำลังพัฒนา (หุ้น Latin America, Asia, India และ Hang Seng (HSI)) 25% ตราสารหนี้ไทยและโลก 15% ทองคำ 5-10% เงินสด 15-20% และให้น้ำหนักกับกลุ่มโทรคมนาคม พลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ รวมถึงตลาดญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่ที่ไม่ผูกกับจีนโดยตรง ขณะที่ลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อมูลค่า (Multiple-sensitive)
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทย ระดับราคาปัจจุบันถือว่าน่าสนใจ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวมกว่า 450,000 ล้านบาท แต่ในช่วงเดือนธันวาคม 2568-มกราคม2569 เริ่มกลับมามีแรงซื้อสุทธิราว 8,000 ล้านบาท จุดเด่นสำคัญของตลาดหุ้นไทยคืออัตราเงินปันผลและ Earning Yield Gap ซึ่งอยู่ราว 5% เมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อีกทั้งมีหุ้นเกือบ 30 บริษัทในดัชนี SET100 ที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 5% ต่อปี ทำให้หุ้นไทยมีลักษณะเป็น Defensive Stock มากกว่าหุ้นเติบโตสูง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทย ดร.วิศิษฐ์ แนะนำเลือกหุ้นที่มี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ อัตราเงินปันผลมากกว่า 5% การเติบโตของกำไรต่อหุ้นมากกว่า 15% และมีการบริหารเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การซื้อหุ้นคืนหรือเพิ่มการจ่ายปันผล โดยในช่วงครึ่งปีแรกกลุ่มธนาคารและพลังงานยังน่าสนใจจากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ขณะที่ครึ่งปีหลังหากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กลุ่ม Consumer จะกลับมาน่าสนใจมากขึ้นจากระดับ P/E ที่ยังอยู่ในโซนต่ำ

