“กรภัทร” ลุ้น SET ทดสอบ 1,335 จุด คัด 3 หุ้นเด่นธีม “โรงกลั่น-ปิโตรเคมี-อาหารสัตว์”

“กรภัทร” ประเมินดัชนีหุ้นไทยยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว ลุ้นผ่านแนวต้านสำคัญ 1,335 จุด หากยืนได้มีโอกาสขยับขึ้นต่อ คัด 3 หุ้นเด่นกลุ่มโรงกลั่น ปิโตรเคมี และอาหารสัตว์ เป็นธีมลงทุนเด่นช่วงนี้


นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (22 ม.ค.69) ว่า บรรยากาศตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักอย่างมีนัยสำคัญ หลังดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 1,300 จุดได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ถือเป็นระดับที่ตลาดยังขาดความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อดัชนีสามารถขึ้นมาถึงระดับดังกล่าวได้แล้ว นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงโอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,400 จุด ก่อนการเลือกตั้งได้หรือไม่

โดยระยะสั้น ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 1,325–1,335 จุด ซึ่งสอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ถือเป็นด่านที่แข็งแกร่งและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยภาพรวมตลาดเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงที่มีการดีเบตนโยบายเศรษฐกิจและการปฏิรูป รวมถึงนโยบายด้านตลาดทุนที่มีการหารือในงานสัมมนาของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หากดัชนีสามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ จะเปิดโอกาสให้ตลาดขยับขึ้นไปทดสอบกรอบถัดไปที่ระดับ 1,380–1,420 จุด โดยเงื่อนไขสำคัญคือจะต้องผ่านแนวต้านด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นในระดับประมาณ 60,000–70,000 ล้านบาท ซึ่งจะสะท้อนแรงซื้อที่มีความยั่งยืนมากขึ้น

สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ นายกรภัทร มองว่า แม้ในช่วงที่ผ่านมาอาจเห็นการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยชะลอตัวลงบ้าง แต่ในภาพรวมกระแสเงินทุนยังคงไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยการชะลอในตลาดไทยเป็นเพียงการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติในบางกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ หลังหลายธนาคารรายงานผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้มีการลดสัดส่วนการลงทุน (trim position) ในกลุ่มดังกล่าว ขณะที่เงินทุนยังไหลเข้าสู่กลุ่มพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

อีกปัจจัยบวกที่น่าจับตาคือประเด็นของตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้ MSCI อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการทบทวนวิธีคำนวณสัดส่วน Free Float และสภาพคล่องในการซื้อขาย โดยคาดว่าจะประกาศผลในช่วงปลายเดือนนี้ หาก MSCI เห็นว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียมีปัญหาเชิงโครงสร้างจริง อาจนำไปสู่การปรับลดน้ำหนักการลงทุนในดัชนี MSCI ราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการไหลของเงินทุนเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยและตลาดอาเซียนอื่น ๆ ในระยะสั้น

นายกรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะขยับขึ้นได้ยาก หากกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักราวร้อยละ 20 ของตลาด เช่น กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี โรงกลั่น และโรงไฟฟ้า ไม่ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากวัฏจักรอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะกระแสการควบรวมกิจการและการจัดการกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเริ่มเห็นการกระจายผลเชิงบวกมายังฝั่งเอเชียมากขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการในกลุ่มขั้นกลางและขั้นปลาย รวมถึงกลุ่ม ปตท. ในภาพรวม

นอกจากนี้ ทีมกลยุทธ์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี ยังประเมินว่า สถานการณ์สภาพอากาศหนาวจัดในสหรัฐอเมริกา (Arctic Blast) อาจส่งผลให้โรงกลั่นในบางพื้นที่ต้องลดกำลังการผลิตลงราว 200,000 บาร์เรลต่อวัน หรือมากกว่านั้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนค่าการกลั่น (GRM) ในฝั่งเอเชีย และเอื้อต่อการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในประเทศไทย โดยมองว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นหุ้นในลักษณะ Deep Value Play ที่หากวัฏจักรอุตสาหกรรมเริ่มฟื้น จะช่วยพยุงโครงสร้างตลาดหุ้นไทยในระยะกลางถึงยาว

ทั้งนี้ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน นายกรภัทร ยังแนะนำหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี เช่น PTTGC และ IVL รวมถึงหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โดยระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังคงเติบโตต่อเนื่องแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ และปีนี้เทศกาลตรุษจีนอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้โมเมนตัมการท่องเที่ยวมีแนวโน้มดีขึ้น หุ้นในกลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว เช่น CENTEL มีโอกาสปรับตัวได้ดี

ขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสาร เช่น ADVANC และ GULF ยังมีความโดดเด่นจากกระแสการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นเทรนด์ระยะกลางถึงยาว โดยโครงสร้างราคาหุ้นที่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ ประกอบกับแนวโน้มกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด

สำหรับหุ้นเด่นเชิงกลยุทธ์ บริษัทเลือก IVL เป็น Top Pick สำหรับการลงทุนระยะสั้น โดยมีแนวต้านที่ 20.50–21.00 บาท และแนวรับที่ 19.50 บาท รวมถึงหุ้น TOP ซึ่งมีการปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 49 บาท จากปัจจัยหนุนด้านค่าการกลั่น โดยมีแนวต้านที่ 43.50 บาท และแนวรับที่ 41.50 บาท นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้น ITC จากธีมการเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งอยู่ในช่วงขาขึ้นของวัฏจักรอุตสาหกรรม โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20 บาท แนวต้านระยะสั้นที่ 17.20–17.50 บาท และแนวรับที่ 16.80 บาท

ส่วนประเด็นความเป็นไปได้ของการมีพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีของ ปตท. นายกรภัทรมองว่า แม้ยังไม่ชัดเจนในรูปแบบความร่วมมือ แต่หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งเชิงกลยุทธ์มากกว่าประเด็นด้านเงินทุน เนื่องจาก ปตท. มีฐานะทางการเงินและสภาพคล่องที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยความร่วมมือดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีขั้นสูง การแบ่งปันทรัพยากรและกำลังการผลิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มในระยะยาว

Back to top button