“กรภัทร” ชี้สหรัฐเล็งเก็บภาษี 60 ประเทศ รวมไทย กดดันแค่จิตวิทยา หาจังหวะย่อโอกาสสะสมหุ้น

นายกรภัทร วรเชษฐ์ บล.กรุงศรี ประเมินประเด็นภาษีสหรัฐฯ ยังไม่กระทบปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย มอง SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,570-1,605 จุด พร้อมแนะซื้อสะสมช่วงอ่อนตัว


นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่าน “ทีมข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ว่ากรณี สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เปิดเผยข้อเสนอการใช้มาตรการทางภาษีภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศและเขตเศรษฐกิจจำนวน 60 แห่ง รวมถึงประเทศไทย โดยระบุว่าประเทศเหล่านี้ยังไม่มีมาตรการและการบังคับใช้กฎหมายที่เพียงพอในการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) นั้น มองว่ายังเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนมากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ มองภาพรวมตลาดหุ้นไทยพรุ่งนี้ (4 มิ.ย.69) ยังคงรักษาโมเมนตัมเชิงบวกได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ก่อนมีผลบังคับใช้ อีกทั้งไม่ได้เป็นมาตรการที่มุ่งเป้าต่อประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ครอบคลุมหลายประเทศทั่วโลก

นายกรภัทรกล่าวว่า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้นจะอยู่ในกลุ่มหุ้นส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรและอาหาร รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจเผชิญแรงขายจากความกังวลของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม มองว่าเป็นเพียงแรงกดดันด้านจิตวิทยาและยังไม่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินธุรกิจหรือศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (New CAPEX Cycle) ทั้งการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และช่วยหนุนให้หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเข้ามาช่วยประคองดัชนีในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประเมินแนวรับไว้ที่ระดับ 1,580 และ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,600 และ 1,605 จุด

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่ตลาดหรือราคาหุ้นอ่อนตัวจากความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้น เนื่องจากมองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น ขณะที่แนวโน้มพื้นฐานของตลาดในระยะกลางถึงระยะยาวยังได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนรอบใหม่

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของมาตรการภาษีสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการของโครงการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป

Back to top button