
OKJ ร่วง 8% โบรกหั่นคำแนะนำ “ขาย” เป้าเหลือ 2 บาท หลังยอดขายหด-รายจ่ายพุ่ง ฉุดกำไรลด 65%
OKJ ร่วง 8% หลังโบรกเกอร์ปรับคำแนะนำเป็น “ขาย” และลดราคาเป้าหมายเหลือ 2 บาท จากผลประกอบการไตรมาส 4/2568 พลิกขาดทุนครั้งแรก กำไรปี 2568 หด 65% จากยอดขายอ่อนแรงและค่าใช้จ่ายพุ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ก.พ. 69)ราคาหุ้น บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน)หรือ OKJ ณ เวลา 10:50 น. อยู่ที่ระดับ 3.90 บาท ลบ 0.36 บาท หรือ 8.45% สูงสุดที่ระดับ 3.94 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 3.42 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 33.69 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ปรับคำแนะนำ OKJ เป็น “ขาย” จากเดิม “ถือ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 2 บาท จากเดิม 5 บาท
OKJ รายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยพลิกมาขาดทุนสุทธิ 34 ล้านบาท นับเป็นการขาดทุนครั้งแรกของบริษัท แม้หากไม่รวมค่าใช้จ่ายพิเศษ 17 ล้านบาท จากการย้ายครัวกลางแห่งใหม่ บริษัทยังคงขาดทุน 17 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้หดตัว
รายได้ในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 627 ล้านบาท ลดลง 10% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และ 12% จากไตรมาสก่อน แม้จำนวนสาขาเพิ่มเป็น 77 สาขา (เพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน, เพิ่มขึ้น7% จากไตรมาสก่อน) แต่ไม่สามารถชดเชยการอ่อนตัวของยอดขายสาขาเดิมได้ โดยเฉพาะแบรนด์หลัก Ohkajhu ซึ่งคิดเป็นประมาณ 80% ของรายได้รวม มี SSSG ลดลงถึง 28% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงมาอยู่ที่ 40% จากการทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย ท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เร่งตัวขึ้น 13% YoY เร็วกว่าการเติบโตของรายได้ ตามการขยายสาขา ส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาสนี้ขาดทุน จากผลดังกล่าว กำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 70 ล้านบาท ลดลง 65% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และต่ำกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยและตลาดราว 45%
ฝ่ายวิจัยคาดว่า OKJ จะยังเผชิญความท้าทายเดิมในปีนี้ และกำไรมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน โดยได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการปี 2569–2570 ลง 60% เหลือ 58 ล้านบาท ลดลง 17% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ในปี 2569 จากการปรับลดสมมติฐานรายได้ โดยคาด SSSG ลดลง 10% และยังไม่เห็นจุดเปลี่ยนของการเติบโต
ปัญหาเชิงโครงสร้างยังอยู่ที่แบรนด์หลัก Ohkajhu ซึ่งเผชิญกับความนิยมที่ลดลงจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ขณะที่แบรนด์ใหม่อย่าง Oh!Juice และ Joe’s Wings อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง และยังมีสัดส่วนรายได้รวมเพียงราว 14% ทำให้ไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของแบรนด์หลักได้
บริษัทจึงยังต้องพึ่งพาการขยายสาขาเพื่อหนุนรายได้ ส่งผลให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก่อนรายได้ สะท้อนจากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ลดลงจากระดับ 45–46% มาอยู่ที่ 43% ในปี 2568 และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องสู่ 41.8% ในปี 2569 ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 34% มาอยู่ที่ราว 39–40% ซึ่งยังเป็นความท้าทายหลักในปีนี้
จากการปรับลดประมาณการผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยจึงปรับคำแนะนำ OKJ จาก “ถือ” เป็น “ขาย” โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับประมาณ 44 เท่าของ PER ปี 2569 ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มร้านอาหารที่ราว 20 เท่า สะท้อน Valuation ที่ตึงตัวและจำกัด Upside ภายใต้แนวโน้มกำไรที่ยังอ่อนแอ
ทั้งนี้ ปัจจัยบวก (Upside) ที่อาจส่งผลดีกว่าคาด ได้แก่ SSSG ที่ฟื้นตัวดีกว่าประมาณการ อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับเพิ่มขึ้น และการควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
