GPSC ฟาดกำไรปี 68 โต 57% แตะ 6.4 พันลบ. รับบุ๊กขาย AEPL-ต้นทุนลด

GPSC รายงานกำไรปี 68 อยู่ที่ 6,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% รับแรงหนุนขายหุ้น AEPL และส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม ขณะที่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนลดลง ต้นทุนการเงินปรับตัวดีขึ้น


บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รายงานผลประกอบการงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

สำหรับ GPSC รายงานผลประกอบการปี 68 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.52% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 4,062.38 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลง

ทั้งนี้ เงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าอยู่ที่ 1,579 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,086 ล้านบาท หรือ 220% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า XPCL ที่ปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากปริมาณน้ำที่มากขึ้นในสาธารณรัฐประชาชนจีนและอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญา อีกทั้งในไตรมาส 3 ปี 2567 มีการหยุดเดินเครื่อง 17 วัน ขณะที่ปี 2568 สามารถเดินเครื่องได้ตามปกติตลอดทั้งปี

ขณะเดียวกัน RPCL รับรู้กำไรทางบัญชี 515 ล้านบาท จากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในสัดส่วน 9.375% ส่งผลให้เปลี่ยนสถานะจากเงินลงทุนในตราสารทุนเป็นบริษัทร่วม โดยมีมูลค่ายุติธรรมสูงกว่าราคาเข้าซื้อ

ด้าน AEPL มีผลประกอบการดีขึ้นจากโครงการที่ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม และมีการรับรู้รายได้ทางภาษีในไตรมาส 2 ปี 2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการไถ่ถอนตราสารหนี้ก่อนกำหนดในปี 2564

อย่างไรก็ตาม CFXD มีผลประกอบการลดลง เนื่องจากกังหันลมบางส่วนอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงภายหลังเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและรายได้ต่ำกว่าระดับปกติ ขณะที่ต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ต้นทุนทางการเงิน และค่าเสื่อมราคาเต็มจำนวน

ส่วน TSR หยุดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ภายหลังลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น (SPA) แล้ว ขณะที่ NUOVO+ มีผลประกอบการลดลงจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์บางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่

ต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 5,120 ล้านบาท ลดลง 765 ล้านบาท หรือ 13% จากการชำระคืนเงินกู้บางส่วนและการไถ่ถอนก่อนกำหนด รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ลดลง

ด้านรายได้และค่าใช้จ่ายอื่นสุทธิอยู่ที่ 1,970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 512 ล้านบาท หรือ 35% จากการรับรู้กำไรจากการขายหุ้น 3.03% ใน AEPL จำนวน 788 ล้านบาท และการบันทึกกลับรายการประมาณการหนี้สิน 222 ล้านบาท หลังสิ้นสุดข้อพิพาทกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เกี่ยวกับวันสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของบริษัทย่อยแห่งหนึ่ง

ขณะที่ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ 9,397 ล้านบาท ลดลง 349 ล้านบาท หรือ 4% สอดคล้องกับอายุโรงไฟฟ้าและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ครบกำหนด

ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิอยู่ที่ 56 ล้านบาท ลดลง 202 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 258 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงจากการขายหุ้น 3.03% ใน AEPL รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง จากการแปลงมูลค่าเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐของบริษัท GRSCTW ซึ่งกู้ผ่าน GPSCTC เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการ CFXD ทั้งนี้ ณ สิ้นงวด 12 เดือน ปี 2568 ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันใหม่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อ่อนค่า

ด้านกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20,960 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 24 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของกำไรผันแปร (Contribution Margin) ของกลุ่มโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) ได้แก่ โรงไฟฟ้าศรีราชา ซึ่งค่าความพร้อมจ่ายลดลงหลังจ่ายไฟฟ้าครบตามชั่วโมงในสัญญากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในเดือนพฤษภาคม 2568 และโรงไฟฟ้าห้วยเหาะ ที่ได้รับผลกระทบจากขาดทุนจากการแปลงค่างบการเงินจากเงินบาทที่แข็งค่า

อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน มีกำไรผันแปรเพิ่มขึ้น จากค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง (Energy Margin) ที่ดีขึ้น เนื่องจากการบริหารจัดการถ่านหินอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ส่วนต่างระหว่างรายได้ค่าถ่านหินที่เรียกเก็บจาก กฟผ. และต้นทุนราคาถ่านหินเฉลี่ยทางบัญชีลดลง ขณะที่โรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพีมีค่าเชื้อเพลิงส่วนต่างเพิ่มขึ้นตามปริมาณการเรียกรับไฟฟ้าจาก กฟผ. ที่สูงขึ้น

สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กำไรผันแปรลดลง จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่ลดลง หลังสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า GSPP3 และ GSPP11 Phase 1 ทยอยหมดอายุในช่วงเดือนสิงหาคม 2567 มีนาคม 2568 และตุลาคม 2568 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ค่าเชื้อเพลิงส่วนต่างเพิ่มขึ้นจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดลง ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)

ขณะที่ค่าใช้จ่ายคงที่ปรับลดลง สาเหตุหลักจากค่าเบี้ยประกันภัยโรงไฟฟ้าที่ลดลง จากการบริหารความเสี่ยงและมาตรการความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ไม่มีเหตุการณ์ที่กระทบการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้อยู่ที่ 603 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 303 ล้านบาท หรือ 101% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากภาษีเงินได้ที่เกิดจากกำไรจากการขายหุ้น 3.03% ใน AEPL จำนวน 220 ล้านบาท ประกอบกับในปี 2567 บริษัทมีการปรับปรุงค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ของปี 2566 จากการใช้ประโยชน์ของผลขาดทุนสะสมทางภาษีและภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ส่งผลให้ฐานภาษีในปี 2567 ต่ำกว่าปี 2568

โดยภาพรวม แม้กำไรขั้นต้นจะทรงตัวและมีแรงกดดันจากบางโครงการ แต่การบริหารต้นทุนทางการเงิน การจัดการพอร์ตการลงทุน และผลประกอบการของบริษัทร่วมที่แข็งแกร่ง ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน.

Back to top button