
“กรภัทร” คงเป้า SET ปีนี้ 1,600 จุด ชู 4 ธีมเด่นรับวัฏจักรลงทุนใหม่
“นายกรภัทร วรเชษฐ์” ประเมินดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแตะ 1,600 จุด รับปัจจัยหนุนตะวันออกกลางคลี่คลาย กำไรบจ.แกร่ง และ FDI จ่อไหลเข้า ชูหุ้นพลังงาน โรงไฟฟ้า นิคมฯ และ ICT เด่นรับวัฏจักรการลงทุนใหม่
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก โดยได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลายลง หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านมีความพยายามเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งล่าสุดข้อเสนอฉบับที่ 3 มีความคืบหน้าในการระงับการพัฒนาแร่ยูเรเนียมเป็นเวลา 12-15 ปี พร้อมเงื่อนไขการขนย้ายแร่ออกจากอิหร่าน ส่งผลให้ความตึงเครียดลดลง (De-escalation) และเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลดลงมาแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็ตาม
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 13% ส่งผลให้มีการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 97.5 บาท จากที่คาดการณ์ไว้ 94 บาท นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งถือเป็นรอบการปรับขึ้นที่ยาวนานที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ทิศทางเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่พุ่งสูงถึง 1.87 ล้านล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 60-70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งทาง Moody’s ได้ประเมินว่าไทยและอินเดียเป็น 2 ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่สามารถปรับตัวได้ดี มีงบดุลและสภาพคล่องภายในประเทศที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่
ส่วนของกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) พบว่ามีแรงซื้อผ่านกระดาน NVDR เข้ามาอย่างหนาแน่นในหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เนื่องจากมองว่าอุตสาหกรรมพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมียังอยู่ในรอบขาขึ้น (Upcycle) จากภาวะอุปทานตึงตัวที่อาจลากยาว 1.5-3 ปี รวมถึงประเด็นการผ่อนคลายมาตรการห้ามส่งออกเชื้อเพลิงของกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มโรงกลั่น เช่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และ PTT โดยปัจจุบันหุ้นกลุ่มนี้ยังซื้อขายในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value)
ด้านกลยุทธ์การลงทุน KSS แนะนำหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนราคาแก๊สธรรมชาติที่ปรับตัวลดลงตามทิศทางยุโรป ชู บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC และ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เป็นหุ้นเด่น
รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่รับอานิสงส์โดยตรงจากการลงทุนใหม่ เช่น บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA และกลุ่ม ICT ที่จะได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง TikTok นำโดย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ซึ่งกระแสการลงทุนเหล่านี้กำลังผลักดันให้ภูมิภาคเอเชียเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (New Capex Cycle) คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2547-2548
นายกรภัทร กล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ว่า แม้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปัจจุบันจะขยายตัวเพียง 1.4-1.5% แต่หากรวมผลตรจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลมูลค่า 4 แสนล้านบาท อาจช่วยหนุน GDP ได้อีก 0.5-0.7% ทั้งนี้ จากการปรับเพิ่มประมาณการ EPS ของตลาดมาอยู่ที่ 97.5 บาท ทำให้ระดับ P/E ปัจจุบันอยู่ที่เพียง 15.5 เท่า (หากตัดรายการพิเศษจะเหลือ 14 เท่า) ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 17.5 เท่า ทาง KSS จึงยังคงเป้าหมายดัชนี SET Index ไว้ที่ระดับ 1,600 จุด ซึ่งมองว่าเป็นระดับที่สามารถไปถึงได้ ภายใต้เสถียรภาพทางการเมืองที่แข็งแกร่ง กำไรบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัว และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย

