
TFM ยอดขายอาหารสัตว์น้ำพุ่ง ดันกำไรปี 68 โต 37% แตะ 733 ลบ. เคาะปันผล 0.30 บาท
TFM รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 733.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.95% จากปีก่อน รับแรงหนุนยอดขายอาหารสัตว์น้ำโตแกร่ง พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังในอัตรา 0.30 บาทต่อหุ้น โดยมติการจ่ายปันผลดังกล่าวเตรียมเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 7 เม.ย.นี้
บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

บริษัทรายงานผลการดำเนินงานในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 733.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.95 เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 535.39 ล้านบาท เป็นผลมาจากยอดขายอาหารสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ธุรกิจอาหารกุ้งมียอดขายเพิ่มขึ้น 19.1% จากการขยายส่วนแบ่งตลาด อันเป็นผลจากคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งและการให้บริการด้านเทคนิคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 23.6% จาก 20.5% ในปีก่อน
ด้านธุรกิจอาหารปลา มียอดขายเติบโต 6.2% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากความต้องการอาหารปลากะพงที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวถูกหักล้างบางส่วนจากยอดขายอาหารปลาประเภทอื่นที่ลดลง 7.8% ตามภาวะการขายที่ชะลอตัวในประเทศไทยและการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจในประเทศปากีสถาน
ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารปลาปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 21.9% จาก 17.5% ในปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้นและโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.30 บาทต่อหุ้น สำหรับงวดครึ่งปีหลังของปี 2568 ส่งผลให้ทั้งปี 2568 บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลรวม 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 81.8%

ด้าน นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของบริษัทฯ โดยมียอดขายรวม 6,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 12.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนศักยภาพการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำที่ขยายตัวต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ขณะที่กำไรขั้นต้นทำได้ 1,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการปรับพอร์ตสินค้ามุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) และการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 22.2 เปอร์เซ็นต์จาก 18.7 เปอร์เซ็นต์ ในปีก่อน และหนุนกำไรสุทธิของบริษัทฯ ทำได้ 733 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.9 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 TFM ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยทำยอดขาย 1,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากกลุ่มอาหารกุ้งที่เติบโตโดดเด่นถึง 21.4 เปอร์เซ็นต์ จากความต้องการทความต้องการของตลาดในประเทศที่เติบโตและการขยายการส่งออก ขณะที่ยอดขายอาหารปลาเพิ่มขึ้น 6.7 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอาหารปลากะพงที่มียอดขายพุ่งแรงถึง 25.3 เปอร์เซ็นต์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ TFM ในตลาดอาหารปลากะพง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถบริหารให้มีกำไรขั้นต้นถึง 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 24.5 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเกิดจากยอดขายและปริมาณที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นเป็น 22.3 เปอร์เซ็นต์ จาก 20.5 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ บริษัทฯ สามารถควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อยอดขายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 9.3 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจาก 10.2 เปอร์เซ็นต์ ในปีก่อน ขณะเดียวกัน TFM ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากโครงการ BOI ในการผลิตอาหารกุ้งและอาหารปลาที่โรงงานสงขลาและสมุทรสาคร ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate) ในไตรมาสสุดท้ายลดลงเหลือเพียง 0.9 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งจากปัจจัยที่กล่าวมา ส่งผลให้บริษัทฯ ทำกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2568 ที่ 184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถการทำกำไรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
จากผลการดำเนินงานที่มีศักยภาพ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลังของปี 2568 จำนวน 0.30 บาทต่อหุ้น ซึ่งมาจากกำไรจากส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้งจำนวน โดยเมื่อรวมกับการจ่ายปันผลงวดระหว่างกาล ทำให้ทั้งปี 2568 บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลรวมอยู่ที่ 0.60 บาทต่อหุ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันที่ 7 เมษายน 2569
นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากความสำเร็จของตัวเลขทางการเงิน ในรอบปีที่ผ่านมา TFM ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างที่สำคัญ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Split Par) จาก 2 บาท เป็น 1 บาทต่อหุ้น รวมถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการจำหน่ายหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ ใน AMG-TFM ประเทศปากีสถาน เพื่อบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้มีความคล่องตัวและลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานในต่างประเทศที่ซับซ้อน
ตลอดปี 2568 TFM มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การรักษาคุณภาพอาหารสัตว์ให้มีความสม่ำเสมอ การเสริมสร้างความร่วมมือและการเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร การขยายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับจากหลากหลายรางวัลระดับประเทศอาทิ รางวัล “Outstanding Innovative Company Award” จากเวที SET Awards 2025 รางวัลสุดยอด CEO รุ่นใหญ่ สาขาเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร จากเวที CEO Econmass Awards 2025, องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยกระทรวงยุติธรรม และการได้รับคัดเลือกเป็นหุ้นยั่งยืนใน ESG100 ประจำปี 2568 โดยสถาบันไทยพัฒน์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 ของกลุ่มไทยยูเนี่ยน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน
