โบรกฯ ชูค้าปลีก-เครื่องดื่ม-ไฟแนนซ์คึก! รับอานิสงส์ “ไทยช่วยไทย พลัส” วงเงิน 1.75 แสนล้าน

“บล.ดาโอ-กรุงศรี-ฟินันเซีย ไซรัส” ชี้มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” วงเงิน 1.75 แสนล้านบาท หนุนหุ้น Domestic Play เด่น โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก อาหาร-เครื่องดื่ม และไฟแนนซ์ ชู KTB, KBANK, CPALL, CPAXT, CPN และ ICHI รับอานิสงส์กำลังซื้อฟื้น ดันเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ


ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น มาตรการภาครัฐกลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ตลาดทุนจับตาอีกครั้ง โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” วงเงิน 1.75 แสนล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อบรรเทาภาระประชาชน ประคองกำลังซื้อ และช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยให้สามารถเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเพิ่มเครื่องมือช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ด้วยระบบ “AI นกกระซิบ” เพื่อช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการ วิเคราะห์ยอดขาย และตรวจสอบราคาวัตถุดิบรายวัน ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการร้านค้าและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DAOL ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (19 พ.ค. 2569) ว่า มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” โดยประเมินว่าหุ้นที่อิงการบริโภคในประเทศ หรือ Domestic Play จะได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภค รวมถึงขนส่งมวลชน

ทั้งนี้ กลุ่มค้าปลีกคาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุด ได้แก่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17.00 บาท และบริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ราคาเป้าหมายตาม Consensus ที่ 3.60 บาท เนื่องจากร้านค้า Traditional Trade เป็นจุดหมายหลักในการใช้สิทธิโครงการดังกล่าว

ขณะที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจะได้แรงหนุนจากกำลังซื้อในประเทศที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ CBG, OSP, SAPPE, ICHI และ SNNP โดยเฉพาะหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ในประเทศสูง ส่วนกลุ่มสินค้าอุปโภคมีหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ NEO และ OSP ขณะที่กลุ่มขนส่งมวลชน ได้แก่ BEM และ BTS มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากจำนวนผู้โดยสารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน ครอบคลุมกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน ได้รับวงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มประชาชนทั่วไป 30 ล้านคน ภายใต้สิทธิ 60/40 โดยรัฐสนับสนุน 60% วงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน รวมสูงสุด 4,000 บาทตลอดโครงการ ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 2569

นอกจากนี้ โครงการยังเพิ่มเครื่องมือช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ด้วยระบบ “AI นกกระซิบ” เพื่อช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการ วิเคราะห์ยอดขาย และตรวจสอบราคาวัตถุดิบรายวัน ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการร้านค้า และเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว

DAOL มองว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยประคองกำลังซื้อ ลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ และสร้าง Sentiment บวกต่อหุ้นกลุ่ม Domestic Play โดยเฉพาะหุ้นค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภค และขนส่งมวลชน ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการใช้จ่ายของประชาชน

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อจิตวิทยาการลงทุนในตลาดหุ้นไทย (SET) และจะช่วยเปิดโอกาส (Upside) ให้กับ GDP ในช่วงไตรมาส 2/2569 ถึงไตรมาส 3/2569 โดยเฉพาะจากฐานที่ตลาดได้รวมผลกระทบของราคาพลังงานไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นภาพบวกต่อทิศทางดัชนี SET จากโอกาสที่ตลาดจะปรับเพิ่มประมาณการ GDP ในระยะถัดไป

นอกจากนี้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อกลุ่มหุ้นที่อิงการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Play) ประกอบด้วย กลุ่มธนาคาร นำโดย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK

กลุ่มค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI และ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO รวมถึงกลุ่มเช่าซื้อ ที่เน้นธุรกิจซึ่งผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วอย่าง บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT และธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งอย่าง บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.กรุงศรี ประเมินว่าในช่วงบ่ายของการซื้อขายมีโอกาสที่จะเห็นแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยได้คัดเลือกหุ้นเด่น (Best Picks) แนะนำลงทุน ได้แก่ KTB, KBANK, CPALL, CPN, ICHI รวมถึงแนะนำเก็งกำไรใน JMT

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเป็นกลางถึงบวกเล็กน้อยต่อมาตรการดังกล่าว เนื่องจากเป็นประเด็นที่ตลาดรับรู้และคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม คาดว่าเม็ดเงินที่กระจายเข้าสู่ระบบจะเป็นปัจจัยเชิงบวกอ่อนๆ (Sentiment) ต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก อาหาร เครื่องดื่ม และไฟแนนซ์

โดยหุ้นเด่นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ประกอบด้วย บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP, บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG, บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI, บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO, บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยแนะนำให้นักลงทุนติดตามการชี้แจงของ ครม. ต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนนี้อย่างใกล้ชิด

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชนทุกสาขาอาชีพ และผู้ประกอบการจากวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน รุนแรง มีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยจะใช้แหล่งเงินภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

ทั้งนี้ รมว.คลัง ระบุว่า ในระยะสั้นหากไม่ดำเนินมาตรการช่วยเหลือและประคับประคองเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที จะส่งผลให้เกิดการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การปิดกิจการ และการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก วัตถุประสงค์หลักของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะมุ่งเน้น (1) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะ บางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ (2) บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชน รวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อย ให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ขณะที่ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ยังจะได้มีการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็น ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาวิเคราะห์ธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการต้นทุน การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และสภาพคล่องหมุนเวียน การวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่ และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลรายได้รายจ่าย เพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อไป

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ย้ำว่า โครงการ 60/40 นี้ จะแตกต่างจากโครงการคนละครึ่งพลัสในรอบก่อน เพราะไม่ใช่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มุ่งที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ดังนั้นประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการรอบนี้ จะมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ขณะที่ครั้งก่อนมีอายุ 16 ปี

นอกจากนี้ การใช้จ่ายจะเป็นเพื่อการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และช่วยบรรเทาค่าครองชีพอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถนำไปใช้กับร้านเสริมสวย ทำเล็บ นวดตัว หรือสปาได้เหมือนในรอบก่อน นอกจากนี้ การที่เปิดวงเงินใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท (ในส่วนที่รัฐสนับสนุน) และหากใช้สิทธิไม่ครบทั้ง 1,000 บาทภายในเดือนนั้นก็จะไม่มีการทบยอดไปยังเดือนถัดไปเหมือนรอบก่อน

เปิดเงื่อนไขโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคนในการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตเศรษฐกิจ ด้วยวงเงินช่วยเหลือสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน ระยะเวลาโครงการ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 69

1.กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (13.18 ล้านคน) รับวงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท/คน/เดือน (รัฐสนับสนุน 100%) เพิ่มจากเดิมที่ได้รับ 700 บาท/คน/เดือน ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ได้สิทธิโดยอัตโนมัติเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้าฯ (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป) สิทธิประชารัฐสวัสดิการ

-วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/เดือน -วงเงินรวมค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน

-มาตรการบรรเทาภาระค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน ค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน

-เบี้ยความพิการเพิ่มเติม (มติ ครม. 28 ม.ค.63) จำนวน 200 บาท/เดือนให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับบัตรฯ

2.กลุ่มคนทั่วไป หรือ “สิทธิ 60/40 (30 ล้านคน) รัฐสนับสนุน 60% ประชาชนจ่าย 40% วงเงินจากรัฐ 1,000 บาท/คน/เดือน รวม 4,000 บาทตลอดโครงการ เปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค. 69คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน (สำหรับกลุ่ม 60/40) สัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ณ วันที่ 18 พ.ค. 69) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการรัฐที่ผ่านมา (คนละครึ่ง เฟส 1-5 และคนละครึ่งพลัส)

เงื่อนไขการใช้สิทธิและประเภทร้านค้า ร้านค้าที่เข้าร่วม: ร้านอาหาร, เครื่องดื่ม, สินค้าทั่วไป, บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถโดยสารประจำทาง, รถสามล้อ, รถจักรยานยนต์รับจ้าง เป็นต้น -ร้านค้าเดิม กดยอมรับเงื่อนไข 25 พ.ค.-30 ก.ย.69 -ร้านค้าใหม่ เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค.-31 ก.ค.69 -ร้านค้าเดิม/ใหม่ ผูกฟู้ดเดลิเวอรี่ 10 มิ.ย.-30 ก.ย.69 (เวลา 6.00-23.00 น.) ข้อยกเว้น: ไม่สามารถใช้กับบริการนวด, สปา, ทำเล็บ หรือทำผมได้ การใช้จ่าย: ช่วงเวลาการใช้สิทธิ 06.00 น.-23.00 น. ของทุกวัน ไม่เกินวันละ 200 บาท (ในส่วนที่รัฐสนับสนุน) ต้องผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” (G-Wallet) เท่านั้น และไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป

Back to top button