BH กำไรปี 68 แตะ 7.5 พันล้าน จ่อปันผล 9 บาท ขึ้น XD 17 มี.ค.69

BH โชว์กำไรปี 68 ที่ 7,512 ล้านบาท ลดลง 3.4% ขณะที่งบ Q4 ต่างชาติพุ่งดัน EBITDA โต ล่าสุดบอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลครึ่งปีหลัง 9 บาท/หุ้น เตรียมขึ้น XD 17 มี.ค. จ่าย 12 พ.ค. 69


บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 และงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

โดย BH รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 และงวดปี 2568 โดยบริษัทรายงานรายได้รวมของไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 6,559 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 จาก 6,526 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,885 ล้านบาท เทียบกับ 1,903 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2567 ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 28.7 ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 29.2 สำหรับผลการดำเนินงานรวมทั้งปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 25,449 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.6 จาก 25,862 ล้านบาท ในปี 2567 และมีกำไรสุทธิ 7,512 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.4 จาก 7,775 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 29.5

ทั้งนี้ กำไรสุทธิของทั้งสองปีได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราภาษีสำหรับการหักลดหย่อนจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม ซึ่งปรับลดจากร้อยละ 200 ในปี 2567 เหลือร้อยละ 120 ในปี 2568 ส่งผลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

ในส่วนของรายได้จากกิจการโรงพยาบาลในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 6,517 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 จาก 6,452 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน การเติบโตนี้เป็นผลหลักจากรายได้กลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 ซึ่งสามารถชดเชยรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยที่ลดลงร้อยละ 6.3 โดยการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยต่างชาตินั้นมาจากการเติบโตของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (+16.6%), เมียนมา (+25.5%) และสหรัฐอเมริกา (+15.7%) ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยอยู่ที่ร้อยละ 32.9 และผู้ป่วยต่างชาติอยู่ที่ร้อยละ 67.1 เทียบกับร้อยละ 35.5 และ 64.5 ตามลำดับในปีก่อนหน้า

ด้านต้นทุนและค่าใช้จ่ายในไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนกิจการโรงพยาบาล (รวมค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย) อยู่ที่ 3,187 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.2 ส่งผลให้สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลงเหลือร้อยละ 48.9 ค่าใช้จ่ายในการขายลดลงร้อยละ 7.0 มาอยู่ที่ 176 ล้านบาท จากการลดลงของค่าใช้จ่ายการตลาด และค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงร้อยละ 2.9 มาอยู่ที่ 925 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายพนักงานที่ลดลง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 เป็น 2,543 ล้านบาท คิดเป็น EBITDA Margin ร้อยละ 38.8 อย่างไรก็ตาม บริษัทมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 424 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 279 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เนื่องจากการลดลงของสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้บริษัทมีกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 2.37 บาท และกำไรต่อหุ้นแบบปรับลด 2.17 บาท ในไตรมาสนี้

สำหรับภาพรวมปี 2568 บริษัทมีรายได้จากกิจการโรงพยาบาล 25,134 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2.0 โดยรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติลดลงร้อยละ 2.0 และผู้ป่วยชาวไทยลดลงร้อยละ 1.8 คิดเป็นสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยร้อยละ 34.4 และต่างชาติร้อยละ 65.6 ด้านต้นทุนกิจการโรงพยาบาลลดลงร้อยละ 2.8 อยู่ที่ 12,151 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลงเป็นร้อยละ 48.3 ค่าใช้จ่ายในการขายลดลงร้อยละ 11.3 อยู่ที่ 646 ล้านบาท

ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 เป็น 3,556 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ EBITDA ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.9 อยู่ที่ 10,149 ล้านบาท แต่อัตรากำไร (EBITDA Margin) ปรับตัวดีขึ้นเป็นร้อยละ 39.9 ทั้งนี้ บริษัทมีภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 1,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 9.45 บาท และกำไรต่อหุ้นแบบปรับลดอยู่ที่ 8.66 บาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญและผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ ในอัตราหุ้นละ 9.00 บาท (มูลค่าที่ตราไว้ 1.00 บาทต่อหุ้น) โดยจ่ายจากผลกำไรงวดดำเนินงานวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 และกำไรสะสม แบ่งเป็นการจ่ายจากกำไรสุทธิส่วนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (NON-BOI) ในอัตรา 8.64 บาทต่อหุ้น และส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอัตรา 0.36 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ บริษัทกำหนดวันรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 และกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD (วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล) ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

อย่างไรก็ตาม การให้สิทธิได้รับปันผลดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นต่อไป

พร้อมกันนี้ บริษัทการเลิกกิจการของบริษัทย่อย โดยระบุว่าบริษัทย่อยของบริษัทฯ ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ดำเนินการจดทะเบียนเลิกกิจการและมีผลเป็นการเลิกบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้วจำนวน 2 บริษัท

สำหรับบริษัทย่อยแห่งแรกที่จดทะเบียนเลิกกิจการคือ บริษัท ไลฟ์แอนด์ลองจิวิตี้ ลิมิเต็ด ซึ่งจดทะเบียนในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นบริษัทโฮลดิ้งสำหรับการลงทุนในกิจการต่างประเทศ บริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งออกเป็น 100,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีหุ้นที่ออกและชำระเต็มมูลค่าแล้วจำนวน 90,200 หุ้น (คิดเป็นมูลค่า 90,200 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นอยู่ทั้งหมดจำนวน 90,200 หุ้น ทั้งนี้ วันที่จดทะเบียนเลิกกิจการและมีผลเป็นการเลิกบริษัทคือวันที่ 30 มกราคม 2569 โดยให้เหตุผลเนื่องจากมีสภาพคล่องทางการเงินและไม่ได้ดำเนินกิจการ

บริษัทย่อยแห่งที่สองคือ บริษัท เอเชีย โกลเบิล เฮลธ์ ลิมิเด็ด จดทะเบียนในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเช่นเดียวกัน มีทุนจดทะเบียน 9,516,000 ดอลลาร์ฮ่องกง แบ่งออกเป็น 1,220,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 7.80 ดอลลาร์ฮ่องกง โดยมีหุ้นที่ออกและชำระเต็มมูลค่าแล้วจำนวน 915,000 หุ้น (คิดเป็นมูลค่า 7,137,000 ฮ่องกงดอลลาร์) ซึ่งบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นอยู่จำนวน 915,000 หุ้น บริษัทดังกล่าวมีวัตถุประสงค์คือหยุดการดำเนินกิจการ โดยมีวันที่จดทะเบียนเลิกกิจการและมีผลเป็นการเลิกบริษัทในวันที่ 30 มกราคม 2569 ด้วยเหตุผลที่มีสภาพคล่องทางการเงินและไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว ลงนามโดย นายแพทย์ชาญวิทย์ ตันติ์พิพัฒน์ รองประธานกรรมการ

Back to top button