SMART ชูกลยุทธ์เจาะ EEC รับมือ “อสังหา” ซึม เน้นคุมต้นทุน-รักษามาร์จิ้นไม่ต่ำกว่า 30%

SMART เผยทิศทางไตรมาส 1/69 ลุยเจาะงานรัฐ-เอกชนโซน EEC ชูกลยุทธ์คุมต้นทุนรักษามาร์จิ้นไม่ต่ำกว่า 30% อวดสภาพคล่องแกร่ง 7.31 เท่า


นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ SMART ผู้ผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบาด้วยระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงเพื่อใช้ในงานก่อสร้างและงานกั้นผนังอาคาร เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาส 1/2569 ว่า บริษัทฯ ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ และภาพรวมของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องมาจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงได้รับคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องจากทั้งโครงการของภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีความต้องการใช้อิฐมวลเบาสำหรับการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน ตลอดจนโครงการที่พักอาศัยทั้งในรูปแบบแนวราบและแนวสูง

สำหรับแนวทางการดำเนินงานนั้น SMART ได้วางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อมุ่งขยายฐานลูกค้าในทุกภูมิภาคที่มีศักยภาพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มตลาดบ้านแนวราบและตลาดรีโนเวท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานกระบวนการผลิต และการพัฒนาสินค้าใหม่ในกลุ่มงานโครงสร้างและบล็อกตกแต่ง เพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการบริหารให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้ SMART มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีศักยภาพในการแข่งขันระดับสูง และสามารถขยายธุรกิจเพื่อรองรับโอกาสจากการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไปได้อย่างมั่นคง

โดยในปัจจุบัน บริษัทฯ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 82.72 ล้านบาท และมีอัตราส่วนสภาพคล่องในระดับสูงถึง 7.31 เท่า อีกทั้งยังมีภาระหนี้สินอยู่ในระดับต่ำเพียง 92.84 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ระดับ 0.14 เท่า

สำหรับผลประกอบการงวดประจำปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 432.94 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 585.53 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 32.30 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 87.02 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการในงวดไตรมาส 4/2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 102.96 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 123.90 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9.22 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 11.13 ล้านบาท ทั้งนี้ ผลประกอบการที่ปรับตัวลดลงดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ต้นทุนพลังงานที่มีความผันผวน ตลอดจนความเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อของสถาบันทางการเงิน

Back to top button