จับตา SET ยืนเหนือ 1,500 จุด ชูสะสม 16 หุ้น Laggard เป้าต่างชาติไล่เก็บ

บล.เอเซีย พลัส ระบุ Fund Flow ต่างชาติกลับเข้าตลาดหุ้นไทยกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท หนุน SET จ่อทะลุ 1,500 จุด พร้อมเปิดโผ 16 หุ้น Laggard รับเม็ดเงินใหม่ไหลเข้า


ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังจากกระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้นภายหลังการเลือกตั้งต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองและแนวโน้มเศรษฐกิจไทย

เพียง 10 วันทำการ เม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดมากกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของเงินที่เคยไหลออกทั้งรอบก่อนหน้า ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเปลี่ยนจากความระมัดระวังสู่การมองหาโอกาส โดยเฉพาะหุ้น Laggard ที่ราคายังไม่สะท้อนพื้นฐาน และเริ่มมีสัญญาณ Smart Money เข้าสะสม

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า นักลงทุนต่างชาติหวนกลับเข้ามาลุยซื้อหุ้นไทย ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,500 จุด พร้อมเปิดรายชื่อหุ้น Laggard ที่น่าสะสม

หากย้อนกลับไปดูสถิติในช่วง 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2568 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าเงินไหลออกสูงถึงประมาณ 1.1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปหลังการเลือกตั้งในไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยภายในระยะเวลาเพียง 10 วันทำการ ระหว่างวันที่ 9–19 กุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิสูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินที่เคยไหลออกตลอดช่วงก่อนหน้า

จากการคำนวณของฝ่ายวิจัย พบว่าต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติในการเข้าซื้อรอบล่าสุดอยู่ที่บริเวณดัชนีประมาณ 1,430 จุด ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวรับเชิงจิตวิทยาที่สำคัญ หากดัชนีมีการปรับฐานในระยะถัดไป

ในช่วงที่ดัชนีปรับตัวขึ้นมาแล้วระดับหนึ่ง การไล่ซื้อหุ้นที่ราคาปรับขึ้นไปมากอาจมีความเสี่ยงด้านความผันผวน ดังนั้น กลยุทธ์ที่น่าสนใจในช่วงนี้คือการมองหาหุ้น Laggard หรือหุ้นที่ราคายังปรับขึ้นไม่ทันตลาด แต่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และเริ่มเห็นเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสะสม

จากข้อมูลเชิงสถิติ ฝ่ายวิจัยได้คัดกรองหุ้นที่เข้าเกณฑ์จำนวน 16 บริษัท โดยใช้เงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1.ราคาหุ้นยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าช่วงวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของดัชนีรอบก่อน

2.Valuation ถูกลง โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่าการลดลงของค่า Trailing P/E สะท้อนความเป็นหุ้น Undervalued

3.Smart Money เข้า โดยเป็นหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยซื้อสุทธิตั้งแต่ช่วงวันที่ 9–18 กุมภาพันธ์ 2569

สำหรับหุ้นที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือก แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

-กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว ได้แก่ BDMS, AWC และ SHR

-กลุ่มค้าปลีกและพาณิชย์ ได้แก่ CPN, CBG, OSP, SINGER และ MC

-กลุ่มการเงิน ได้แก่ KTC และ MTC

-กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ได้แก่ RATCH, CKP, GUNKUL และ EPG

กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ได้แก่ AMATA และ SJWD

ฝ่ายวิจัยมองว่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทาง Fund Flow ต่างชาติ และอาจเป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุนในช่วงที่ตลาดอยู่ในรอบฟื้นตัว

Back to top button