CENTEL รายได้โรงแรมพุ่ง ดันกำไรปี 68 โต 14% เฉียด 2 พันล้าน เคาะปันผล 0.67 บาท

CENTEL รายงานกำไรสุทธิปี 2568 แตะ 1,992.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.69% จากรายได้รวม 25,008 ล้านบาท โต 4% รับรู้ธุรกิจโรงแรม–อาหารหนุนผลงานแข็งแกร่ง บอร์ดเคาะปันผล 0.67 บาทต่อหุ้น ขึ้น XD 6 พ.ค. 69 กำหนดจ่าย 21 พ.ค. 69 พร้อมประเมินทิศทางท่องเที่ยวโลกปี 2569 ยังเติบโตต่อเนื่อง


บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ดังนั้น

บริษัทรายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ 1,992.90ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.69% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,752.99 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทฯ มีรายได้รวม 25,008 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 890 ล้านบาท หรือ 4% จากปีก่อนที่มีรายได้ 24,118 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงแรมต่อธุรกิจอาหารอยู่ที่ 48% : 52% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 46% : 54% สะท้อนโครงสร้างรายได้ที่สมดุลมากขึ้น

กำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 14,652 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 885 ล้านบาท หรือ 6% จากปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 61% ของรายได้ (ไม่รวมรายได้อื่น) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 60% ในปี 2567

บริษัทฯ มีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 7,042 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 586 ล้านบาท หรือ 9% จากปีก่อน คิดเป็นอัตรา EBITDA ต่อรายได้รวม 28% เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2567

ด้านกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (EBIT) อยู่ที่ 3,518 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 319 ล้านบาท หรือ 10% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,927 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จาก 1,844 ล้านบาทในปี 2567 โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจอาหารที่มีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปิดสาขาร้านอาหารที่ไม่ทำกำไร

สำหรับปี 2568 ธุรกิจโรงแรมของบริษัทฯ มีพัฒนาการเชิงบวก โดยรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน อยู่ที่ 4,281 บาท ปัจจัยหลักมาจากการปรับเพิ่มของราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) 4% สู่ระดับ 5,922 บาท ขณะที่อัตราการเข้าพัก (OCC) ทรงตัวที่ 72%

กรุงเทพมหานคร RevPAR อยู่ที่ 3,276 บาท ลดลง 1% จากปีก่อน สาเหตุจากอัตราการเข้าพักลดลงจาก 80% เหลือ 78% แม้ราคาห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 4,200 บาท

ต่างจังหวัด RevPAR เติบโตโดดเด่น 10% อยู่ที่ 3,592 บาท ได้แรงหนุนจากอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นจาก 64% เป็น 69% และ ARR เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 5,170 บาท ปัจจัยสำคัญมาจากการกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายหลังการปรับปรุงครั้งใหญ่ของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา

ต่างประเทศ ภาพรวมผลการดำเนินงานได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

มัลดีฟส์: RevPAR ลดลง 24% อยู่ที่ 6,388 บาท (ลดลง 18% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ) จาก OCC ที่ปรับลดจาก 63% เหลือ 50% และ ARR ลดลง 4% อยู่ที่ 12,685 บาท (เพิ่มขึ้น 3% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ) โดย TRevPAR ในสกุลดอลลาร์สหรัฐลดลง 15% อยู่ที่ 313 ดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักจากการรวมผลประกอบการโรงแรมใหม่ที่อยู่ในช่วงเริ่มดำเนินงาน (ramp-up)

โรงแรมเดิม: RevPAR ลดลง 9% อยู่ที่ 8,268 บาท (ลดลง 2% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ) จาก ARR ที่ลดลง 10% ขณะที่ OCC เพิ่มขึ้นจาก 68% เป็น 69% โดย TRevPAR ในสกุลดอลลาร์สหรัฐลดลง 1% อยู่ที่ 394 ดอลลาร์สหรัฐ

โรงแรมใหม่: RevPAR อยู่ที่ 4,508 บาท OCC 32% และ ARR 14,291 บาท โดย TRevPAR อยู่ที่ 233 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ไม่สามารถเปรียบเทียบกับปีก่อนได้ เนื่องจากในปี 2567 มีเพียงโรงแรมที่เริ่มเปิดดำเนินการช่วงปลายปี

ดูไบ: RevPAR อยู่ที่ 5,917 บาท ลดลง 1% จากปีก่อน จาก OCC ที่ลดลงเล็กน้อยจาก 85% เป็น 84% ขณะที่ ARR เพิ่มขึ้น 1% อยู่ที่ 7,036 บาท (เพิ่มขึ้น 9% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ) โดย RevPAR ในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ 180 ดอลลาร์สหรัฐ

ญี่ปุ่น: RevPAR เติบโตแข็งแกร่ง 12% อยู่ที่ 6,435 บาท จาก ARR ที่เพิ่มขึ้น 9% สู่ระดับ 7,998 บาท (เพิ่มขึ้น 15% ในสกุลเงินเยน) และ OCC เพิ่มขึ้น 2% โดยเมื่อพิจารณาในสกุลเงินเยน RevPAR เพิ่มขึ้น 18% อยู่ที่ 29,234 เยน

นอกจากนี้ คณะกรรมการมีมติเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ประกาศจ่ายเงินปันงวดดำเนินการ 1 ม.ค. 2568 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 เป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.67 บาท โดยวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 6 พ.ค. 2569 กำหนดจ่ายปันผลวันที่ 21 พ.ค. 2569

ส่วนแนวโน้มในปี 2569 องค์การการท่องเที่ยวแห่งสหประชาชาติ (UN Tourism: UNWTO) คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะเติบโตต่อเนื่องในอัตราประมาณ 3–4% และมีแนวโน้มกลับสู่ระดับใกล้เคียงช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงเสถียรภาพของภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

ในปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยจะฟื้นตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ เช่น จีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ และความนิยมของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับธุรกิจโรงแรมในมัลดีฟส์ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเติบโตประมาณ 6–7% โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มเที่ยวบินและการเปิดอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเวลานา ซึ่งจะสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดระยะไกลและส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ

ส่วนธุรกิจโรงแรมในประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะยังเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงจากฐานที่สูงในปีก่อน และอาจได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งอาจกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีน อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าและความนิยมของญี่ปุ่นในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ

บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง โดยปรับกลยุทธ์ด้านการขายและการตลาดอย่างต่อเนื่อง ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาวินัยทางการเงิน ควบคู่กับการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต ผ่านการจัดหาแหล่งเงินทุนต้นทุนเหมาะสมจากสถาบันการเงินและการออกตราสารหนี้ตามภาวะตลาด รวมถึงอาจพิจารณาปรับโครงสร้างเงินลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรเงินทุนและรองรับโอกาสใหม่

ในปี 2569 บริษัทฯ จะรับรู้รายได้เต็มปีเป็นครั้งแรกจากโรงแรมที่เปิดดำเนินการในปีที่ผ่านมา ได้แก่ โรงแรมเซ็นทารา กะรน วิลล่า จำนวน 50 ห้อง ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของโครงการโรงแรมเซ็นทารา กะรน ภูเก็ต ที่เปิดให้บริการตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2568 และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ จำนวน 142 ห้อง ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน 2568

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ในประเทศญี่ปุ่น 1 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ โอซาก้า จำนวน 300 ห้อง คาดว่าจะเปิดดำเนินการในเดือนเมษายน 2569 โครงการดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 12,700 ล้านเยน แบ่งเป็นเงินกู้ 7,400 ล้านเยน และเงินทุน 5,300 ล้านเยน โดยเป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่นในสัดส่วน 50% ผ่านโครงสร้างการร่วมทุนแบบ GK–TK (Godo-Kaisha – Tokumei Kumiai) ในฐานะ TK Investors ซึ่งบริษัทฯ จะรับรู้ผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนตามสัดส่วนการลงทุน และแสดงในงบกำไรขาดทุนของบริษัทฯ

Back to top button