
“กรภัทร” ชี้ SET ไซด์เวย์กรอบ 1,553-1,590 จุด ชู AI Infrastructure หนุนตลาด จับตา DELTA
“กรภัทร วรเชษฐ์” KSS ประเมิน SET วันนี้แกว่งไซด์เวย์ถึงบวกเล็กน้อย ให้แนวต้าน 1,581-1,590 จุด แนวรับ 1,553-1,560 จุด ชูธีม AI Infrastructure และ Data Center หนุนหุ้นไทย พร้อมจับตา DELTA และ MSCI Rebalancing พ่วงมองหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า-ท่องเที่ยว-สายการบินได้แรงหนุนต้นทุนพลังงานลดลง ชู GULF-THAI-CENTEL-BA เด่น
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มแกว่งตัวไซด์เวย์ถึงบวกเล็กน้อย โดยประเมินแนวต้านบริเวณ 1,581-1,590 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,553 จุด และ 1,560 จุด
สำหรับปัจจัยสนับสนุนหลักยังคงเป็นประเด็นทิศทางการลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แม้สัญญาณจากฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่สอดคล้องกันทั้งหมด แต่การที่อิหร่านเริ่มเปิดเผยแนวทางการฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาเป็นปกติภายใน 1 เดือน ถือเป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยาที่เป็นกลางถึงบวกต่อตลาดการลงทุน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังมีทิศทางผันผวนและแกว่งตัวลงในภาพรวม
นายกรภัทร ระบุอีกว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากกระแสหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะธีม AI Infrastructure และ Data Center ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะซอฟต์แวร์หรือเซมิคอนดักเตอร์เท่านั้น แต่ขยายมาสู่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ระบบทำความเย็น Liquid Cooling ระบบจ่ายไฟ Power Supply โครงข่ายไฟฟ้า พลังงาน และสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ การพัฒนาเทคโนโลยี AI ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยชิปประมวลผลรุ่นใหม่มีการใช้พลังงานสูงขึ้นหลายเท่าจากรุ่นก่อน ส่งผลให้การลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากกลุ่ม Hyper Scaler ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้หุ้นในธีม AI Infrastructure ได้รับความสนใจมากขึ้น
นายกรภัทรมองว่า เอเชียกำลังเข้าสู่รอบการลงทุนใหม่ หรือ New Capex Cycle ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นชัดเจนนับตั้งแต่ช่วงปี 2546-2547 โดยเม็ดเงินลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้าอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับแข่งขันได้ ราคาที่ดินต่ำกว่าสิงคโปร์และแข่งขันกับมาเลเซียได้ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตแบ็กโบนที่แข็งแรง และโอกาสจากการกระจายความเสี่ยงของฐานโครงสร้างพื้นฐาน AI ออกจากบางประเทศในเอเชียเหนือ
อย่างไรก็ตาม นายกรภัทรแนะนำให้ติดตามหุ้นบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีผลต่อทิศทางตลาด โดยหาก DELTA ไม่ถูกประกาศเข้ามาตรการกำกับการซื้อขายพิเศษในช่วงนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกลดน้ำหนักหรือหลุดจากดัชนี SET50 ในรอบถัดไป และอาจช่วยประคองโมเมนตัมตลาดหุ้นไทยได้ต่อเนื่อง
ส่วนกรณีการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI Rebalancing นายกรภัทรมองว่า หุ้นบางตัวที่ถูกลดน้ำหนักอาจมีแรงขายมาก่อนหน้านี้แล้ว และอาจกลับมาน่าสนใจเมื่อแรงกดดันระยะสั้นคลี่คลาย โดยเฉพาะหุ้นที่ยังอยู่ในดัชนีหลักและอยู่ในจักรวาลการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งยังมีโอกาสได้รับความสนใจจาก Global Fund ในธีม AI Infrastructure
สำหรับหุ้นที่อาจได้ประโยชน์จากธีมดังกล่าวในระยะกลางถึงยาว ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน Data Center โดยหากราคาหุ้นย่อตัวจากปัจจัย MSCI ในช่วงสั้น อาจเป็นจังหวะทยอยสะสมสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงยังเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและสายการบิน จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง โดยหุ้นที่ต้องติดตาม ได้แก่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ,บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน)) หรือ CENTEL และ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ซึ่งมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มต้นทุนที่ลดลงและการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว
ทั้งนี้ KSS ยังคงมองเป้าหมาย SET Index เดือนมิถุนายนที่ระดับ 1,600 จุด และประเมินกรอบบนของไตรมาส 2/2569 บริเวณ 1,627 จุด โดยตลาดยังมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป หากปัจจัยต่างประเทศไม่กลับมากดดันอย่างมีนัยสำคัญ

