
PSGC ล็อคดีลขายถ่านหิน “เวียดนาม” ปีละ 5 ล้านตัน จ่อจ่ายปันผล หลังเริ่มบุ๊คกำไร Q1 ปีนี้
PSGC ซีเคียวยอดขายถ่านหิน “รัฐวิสาหกิจเวียด” 2 ราย ปีละ 5 ล้านตันยาว 10 ปี หลังรับโอนหุ้น Nam Tien สัดส่วน 64% ถือสิทธิขาดในการ ”ขุด-ขน-ขาย“ จากเหมืองเซกอง “เดวิด แวน ดาว” ตั้งมั่นล้างส่วนต่ำมูลค่าหุ้น พร้อมโชว์กำไรสะสม ณ สิ้นปี 68 ทะลุ 2 พันลบ. เตรียมพิจารณาจ่ายปันผลหลังเริ่มบุ๊ครายได้ธุรกิจใหม่ เริ่มตั้งแต่ไตรมาส 1 นี้เป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เพื่อพิจารณาวาระสำคัญหลายประการ อาทิ การปรับโครงสร้างทุน การรวมหุ้น และการลดทุนเพื่อล้างรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น
ทั้งนี้ บริษัทกำหนดจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 10:00 น. ในรูปแบบ Hybrid โดยกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม (Record Date) ในวันที่ 18 มีนาคม 2569
สำหรับแผนการปรับโครงสร้างทุน โดยมีความประสงค์จะล้างรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ โดยใช้กระบวนการ “การรวมหุ้น” และ “การลดทุน” ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนด ซึ่งการลดทุนในแต่ละครั้งสามารถดำเนินการได้สูงสุดไม่เกินผลขาดทุนสะสม
ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้วจำนวน 4,451.54 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว 4,451.54 ล้านบาท และมีส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นจำนวน 1,731.46 ล้านบาท ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 4,726.77 ล้านบาท
บริษัทจะดำเนินการรวมหุ้นในอัตรา 2 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ส่งผลให้จำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้วลดลงเหลือ 2,225.77 ล้านหุ้น โดยมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นเพิ่มเป็น 2 บาท ทั้งนี้ ภายหลังการรวมหุ้น ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วจะยังคงอยู่ที่ 4,451.54 ล้านบาท และยังคงมีส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นจำนวน 1,731.46 ล้านบาท
หลังจากนั้น บริษัทจะดำเนินการลดทุนโดยการลดมูลค่าที่ตราไว้จากหุ้นละ 2 บาท เหลือหุ้นละ 1 บาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วลดลงเหลือ 2,225.77 ล้านบาท โดยส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นจะถูกล้างจนหมด และเกิดส่วนเกินจากการลดทุนจำนวน 494.30 ล้านบาท
ภายหลังการดำเนินการ บริษัทจะไม่มีรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นคงเหลือ ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นจะยังคงอยู่ที่ 4,726.77 บาท โดยบริษัทระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการปรับโครงสร้างทางบัญชี เพื่อให้โครงสร้างทุนมีความเหมาะสมและสะท้อนฐานะการเงินได้ชัดเจนมากขึ้น โดยไม่มีผลกระทบต่อฐานะการเงิน สินทรัพย์ หรือการดำเนินธุรกิจของบริษัท
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้บริษัทได้มีพัฒนาการสำคัญต่อโครงสร้างทางการเงิน โดยเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ได้ดำเนินการจดทะเบียนลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จากเดิม 16,248.11 ล้านบาท เหลือ 4,451.54 ล้านบาท ด้วยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par Value) จากหุ้นละ 3.65 บาท เหลือหุ้นละ 1 บาท เพื่อนำส่วนเกินทุนจากการลดทุนจำนวน 11,796.57 ล้านบาท ไปชดเชยรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นคงเหลือ 1,731.47 ล้านบาท จากเดิม 13,528.04 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ส่วนสำคัญของสินทรัพย์ที่ PSGC เข้าไปครอบครองครั้งนี้คือ “สิทธิขาดในการดำเนินงาน และสิทธิในการรับซื้อผลผลิต (Offtake Rights)” จากบริษัท Xekong Power Plant Limited (XPPL) ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเหมืองถ่านหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว โดยมีปริมาณสำรองถ่านหินที่ได้รับการพิสูจน์แล้วกว่า 600 ล้านตัน ส่งผลให้บริษัทฯมีความได้เปรียบด้านต้นทุนและเสถียรภาพในการจัดหาเชื้อเพลิงระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯได้สร้างความมั่นใจว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อผลการดำเนินได้ในทันที โดยมีการลงนามสัญญาซื้อขายระยะยาว (Sale and Purchase Agreements) กับสองรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานขนาดใหญ่ที่เป็นกลไกหลักในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเวียดนาม อ้างอิงข้อมูลแหล่งข่าวจากวงการพลังงานในประเทศเวียดนาม ประกอบด้วย
Vietnam National Coal and Mineral Industries Holding Corporation (Vinacomin) รัฐวิสาหกิจหลักที่เป็นผู้ควบคุมการจัดหาถ่านหินและทรัพยากรแร่รายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ซึ่งจะรับซื้อถ่านหินเพื่อนำไปแปรรูปและกระจายสู่ภาคอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ
PetroVietnam Power Fuel Company (PVPF) บริษัทย่อยในเครือ PetroVietnam (PVN) ที่รับผิดชอบด้านการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อป้อนให้แก่กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดใหญ่หลายแห่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้าฐาน (Baseload) ของเวียดนาม
ทั้งนี้ การมีคู่สัญญาระดับรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งทำหน้าที่เป็นผู้รับซื้อหลัก (Anchor Customers) จะส่งผลให้บริษัทฯสามารถบรรลุเป้าหมายการส่งออกถ่านหินรวม 5 ล้านตันต่อปีของได้อย่างมั่นคง โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนตามสัญญาระยะยาว 10 ปี ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นว่ารายได้ของบริษัทฯจะมีความมั่นคงและขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องตามแผนงานที่กำหนดไว้
ด้าน นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์เบื้องหลังความสำเร็จของการลงทุนในครั้งนี้ว่า ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพอร์ตสินทรัพย์ แต่คือการวางรากฐานใหม่ให้กับอนาคตของ PSGC โดยระบุว่า การรวม Nam Tien เข้ามาเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯในสัดส่วน 64% ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจของบริษัทฯ จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากโครงการก่อสร้างเป็นหลัก ไปสู่โครงสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่มีความเสถียรและเติบโตควบคู่ไปกับความต้องการพลังงานของภูมิภาค พร้อมทั้งจะเริ่มรับรู้รายได้จากการลงทุนครั้งนี้เข้ามาทันทีในปีนี้ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป
“เรากำลังสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยใช้จุดแข็งด้านโลจิสติกส์และฐานลูกค้าระดับรัฐวิสาหกิจเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งวิสัยทัศน์ของเราคือการนำ PSGC ขึ้นเป็นผู้นำด้านทรัพยากรและพลังงานในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง และด้วยความพร้อมของเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่เราจัดเตรียมไว้ ผมเชื่อมั่นว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตแบบก้าวกระโดดนับจากปีนี้เป็นต้นไป” นายเดวิดกล่าว
นอกจากนี้ นายเดวิด กล่าวถึงประเด็นความท้าทายกรณีที่นักลงทุนอาจมองว่า ธุรกิจถ่านหินเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังถูกลดบทบาทลงในยุคการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยระบุว่า ปัจจุบันยังมีหลายประเทศทั่วโลกที่ไม่สามารถลดการพึ่งพาถ่านหินหรือหยุดใช้ทั้งหมดเลยได้ แม้กระทั่งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังคงให้ความสำคัญกับถ่านหินในช่วงเวลาที่เชื้อเพลิงชนิดอื่นอย่างก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เกิดภาวะขาดแคลน หรือมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วสืบเนื่องจากเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯตั้งเป้าขยายการลงทุนไปยังธุรกิจพลังงานทางเลือกในอนาคตเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับเทรนด์ของธุรกิจโลกมากขึ้น
“หลายคนอาจมองว่าถ่านหินเป็นธุรกิจในโลกยุคเก่า แต่ในโลกความเป็นจริงของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ่านหินยังคงเป็นกระดูกสันหลัง หรือแหล่งพลังงานพื้นฐาน (Baseload Power) ที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมหนัก เราไม่ได้มองถ่านหินเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เรามองมันในฐานะสะพานเชื่อมพลังงาน ที่จะสร้างกระแสเงินสดอันมหาศาลและมั่นคงให้กับบริษัทฯตลอดช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า เพื่อเป็นฐานทุนที่แข็งแกร่งสำหรับการต่อยอดไปสู่พลังงานสะอาดและนวัตกรรมอื่นๆในอนาคต ความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเริ่มจากรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง และดีลนี้คือคำตอบที่จะสร้างทั้งผลกำไรและการเติบโตที่จับต้องได้จริงให้กับผู้ถือหุ้นของเรา” นายเดวิดกล่าว
ทั้งนี้ นายเดวิดเปิดเผยว่า บริษัทฯมีความตั้งใจในการดำเนินการทางบัญชีเพื่อขจัดความซับซ้อน และต้องการให้บัญชีส่วนของผู้ถือหุ้นสะท้อนภาพเชิงปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯออกมาได้ดีที่สุด ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงงบการเงินตามกรอบของกฏหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของบริษัทฯที่มีศักยภาพด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้งส่งผลให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้ลงทุนที่ให้ความสนใจบริษัทฯ สามารถศึกษาและเกิดความเข้าใจในการดำเนินกิจการของบริษัทฯได้อย่างละเอียดรอบคอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่กลุ่มกิจการของนายเดวิดเข้ามาลงทุนใน PSGC บริษัทนี้เคยมีชื่อเดิมว่า บริษัท ไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TIES ต่อมามีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ และมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทอีกครั้ง คือ บริษัท ที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ T
โดยในอดีต TIES เคยผ่านการเพิ่มทุนหลายครั้ง รวมถึงการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือ Warrant จำนวนหลายรุ่น ขณะที่มีผลประกอบการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนสะสมรุนแรง พร้อมกับมีส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น หรือ Discount on Share Capital สืบเนื่องจากการเพิ่มทุนในราคาต่ำกว่าพาร์
นาย เดวิด แวน ดาว กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการปรับโครงสร้างและจัดการประเด็นทางบัญชีต่าง ๆ เพื่อให้ฐานะทางการเงินสะท้อนพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ PSGC ในยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน
ณ สิ้นปี 2568 กลุ่มบริษัทมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรจำนวน 2,025.63 ล้านบาท ทั้งนี้ ภายหลังจากแผนการปรับปรุงทางบัญชีได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น คาดว่าจะช่วยให้ตัวเลขทางการเงินมีความโปร่งใสและสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น โดยจะมีส่วนเกินมูลค่าหุ้นจำนวน 494.31 ล้านบาท
นอกจากนี้ เมื่อบริษัทเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจถ่านหินตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต โดยจะพิจารณาจากแนวโน้มผลการดำเนินงานของ NT ควบคู่กับผลประกอบการโดยรวม สภาพคล่องทางการเงิน และแผนการลงทุนระยะยาวของกลุ่มบริษัทเป็นสำคัญ

