
TFG กางแผนปี 69 ขยายค้าปลีก 850 สาขา รุกเวียดนาม–ส่งออก สยายปีกร้านกาแฟ ดันรายได้โต 15%
TFG วางเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 10–15% เร่งขยายร้านค้าปลีกแตะ 850 สาขา ปูทางสู่ 1,000 สาขาในปี 2570 เดินหน้ารุกตลาดเวียดนามและขยายส่งออกไก่ พร้อมเปิดธุรกิจร้านกาแฟราคาจับต้องได้กว่า 300 สาขา เสริมศักยภาพการเติบโตและกระจายฐานรายได้ในระยะยาว
นายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG เปิดเผยข้อมูลภาพรวมการดำเนินธุรกิจผ่านงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไก่และสุกรแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงชำแหละ โรงงานแปรรูป ตลอดจนช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกของบริษัท รวมถึงการส่งออกและการจำหน่ายให้กับลูกค้ากลุ่มโมเดิร์นเทรดและฟู้ดเซอร์วิส
ด้านผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายประมาณ 73,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากปีก่อนหน้า ซึ่งมีรายได้ประมาณ 65,000 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของปริมาณสุกรทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม รวมถึงการขยายธุรกิจร้านค้าปลีกตามแผนที่วางไว้ ขณะเดียวกันการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.60 จากประมาณร้อยละ 13 ในปีก่อน
ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิประมาณ 7,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 137 จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิประมาณ 3,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิประมาณร้อยละ 10 สะท้อนถึงคุณภาพการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นทั้งจากด้านรายได้และการบริหารต้นทุน โดยเมื่อพิจารณาสัดส่วนรายได้ตามธุรกิจ พบว่าธุรกิจร้านค้าปลีกมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 38 ธุรกิจไก่ร้อยละ 27 ธุรกิจสุกรร้อยละ 19 และธุรกิจอาหารสัตว์ร้อยละ 11
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในช่วงร้อยละ 10–15 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเพิ่มจำนวนสาขาร้านค้าปลีก การเพิ่มยอดขายต่อวันต่อสาขาผ่านการขยายสินค้าและเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง รวมถึงการขยายธุรกิจในประเทศเวียดนามให้หลากหลายมากขึ้น ทั้งในธุรกิจไก่และอาหารสัตว์ ตลอดจนการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตและกระจายความเสี่ยง
ในส่วนของธุรกิจร้านค้าปลีก บริษัทตั้งเป้าขยายจำนวนสาขาจาก 615 สาขา ณ สิ้นปี 2568 เป็น 850 สาขาในปี 2569 หรือเติบโตประมาณร้อยละ 40 และมีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 200 สาขา เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1,000 สาขาภายในปี 2570 พร้อมตั้งเป้า Same Store Sales Growth ประมาณร้อยละ 10 ผ่านการเพิ่มความหลากหลายของสินค้า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการขยายทีมขายเพื่อรุกตลาดฟู้ดเซอร์วิส
สำหรับธุรกิจไก่แม้ว่าปริมาณการผลิตในปี 2568 จะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่กำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยยอดส่งออกเติบโตร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปี 2567 ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไก่ประมาณร้อยละ 5 จากระดับประมาณ 520,000 ตัวต่อวัน เป็น 540,000–550,000 ตัวต่อวัน พร้อมปรับพอร์ตสู่ตลาดและช่องทางที่มีมูลค่าสูง เช่น ตลาดส่งออก ฟู้ดเซอร์วิส และอุตสาหกรรมอาหาร
ปัจจุบันตลาดส่งออกไก่หลัก ได้แก่ ยุโรป คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 46 ของการส่งออก ญี่ปุ่นร้อยละ 32 และประเทศอื่น ๆ ร้อยละ 17 โดยในปี 2569 บริษัทมีแผนขยายเข้าสู่ตลาดใหม่เพิ่มเติม โดยเฉพาะประเทศเกาหลีและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ทั้งนี้ การส่งออกคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของรายได้ในกลุ่มธุรกิจไก่
สำหรับธุรกิจสุกรในประเทศไทย บริษัทประเมินว่าราคาขายในปี 2569 จะอยู่ในกรอบประมาณ 60–70 บาทต่อกิโลกรัม และได้ปรับกลยุทธ์โดยยุติการจำหน่ายสุกรมีชีวิต พร้อมเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกเป็นประมาณร้อยละ 90 และอีกร้อยละ 10 ผ่านช่องทางฟู้ดเซอร์วิส โมเดิร์นเทรด และการจำหน่ายหน้าโรงงาน คาดว่าปริมาณจำหน่ายสุกรไทยจะเติบโตประมาณร้อยละ 10 จาก 200,000 ตัน เป็น 220,000 ตัน และต้นทุนการผลิตลดลงประมาณร้อยละ 4
สำหรับธุรกิจสุกรในประเทศไทยมีกำลังการผลิตประมาณ 150,000 ตัวต่อเดือน และมีโรงชำแหละสุกรที่มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 5,000 ตัวต่อวัน ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ชลบุรี และนครปฐม ขณะที่ธุรกิจสุกรในประเทศเวียดนามมีกำลังการผลิตประมาณ 90,000 ตัวต่อเดือน
ส่วนธุรกิจสุกรในประเทศเวียดนาม บริษัทคาดว่าปริมาณจำหน่ายในปี 2569 จะเติบโตร้อยละ 15–20 อยู่ที่ประมาณ 130,000 ตัน ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70,000 ดองต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ระดับประมาณ 40,000 ดองต้น ๆ ต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มลดลงตามต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ในเวียดนามคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและสนับสนุนการเติบโตในระยะถัดไป
ด้านการบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ บริษัทได้ทำสัญญาล็อกต้นทุนไว้แล้วบางส่วน โดยในประเทศไทยล็อกไว้ประมาณร้อยละ 50 ของปริมาณการใช้ทั้งปี และในเวียดนามประมาณร้อยละ 70 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุน ทั้งนี้ คาดว่าต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยในปี 2569 จะลดลงประมาณร้อยละ 4
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายธุรกิจในกลุ่มค้าปลีกเพิ่มเติม โดยเตรียมพัฒนาร้านกาแฟในรูปแบบราคาจับต้องได้ ใช้เมล็ดกาแฟภายในประเทศ ตั้งราคาเป้าหมายประมาณ 30–40 บาทต่อแก้ว โดยจะเปิดในสาขาที่มีพื้นที่หน้าร้าน ขนาดพื้นที่ประมาณ 15–60 ตารางเมตร และประเมินว่ามีอย่างน้อยประมาณ 300 สาขาที่มีศักยภาพรองรับการเปิดร้านกาแฟ ซึ่งจะทยอยดำเนินการในสาขาที่มีปริมาณลูกค้าสูงและมีระดับการแข่งขันไม่รุนแรง เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกในระยะยาว

