JMART เปิดแผนปี 69 ดัน Lock Phone-สุกี้ตี๋น้อย หนุนกำไรโต

JMART ประกาศปี 69 เป็นปีแห่งการ "สเกล" ธุรกิจเต็มรูปแบบ ชูพลัง Synergy ในเครือขับเคลื่อนสินเชื่อ Lock Phone โตกระโดด มั่นใจคุม NPL อยู่หมัด พร้อมรับอานิสงส์ส่วนแบ่งกำไร "สุกี้ตี๋น้อย" ดันภาพรวมเติบโตแข็งแกร่ง


นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการ “สเกล” (Scale) และ “เร่งเครื่อง” อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ในปี 2568 บริษัทได้ใช้เป็นช่วงเวลาแห่งการวางรากฐาน ปรับโครงสร้าง และทดสอบโมเดลธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจ Lock Phone ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างพอร์ตสินเชื่อได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการควบคุมคุณภาพลูกหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแพลตฟอร์มสินเชื่อมือถือแบบครบวงจร

การเติบโตของโมเดล Lock Device ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการผนึกกำลัง (Synergy) ของกลุ่มบริษัทที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดย Jaymart Mobile ทำหน้าที่เป็นหน้าร้านและแพลตฟอร์มการขาย ขณะที่ SINGER มีช่องทางการขายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และ SGC ให้บริการสินเชื่อภายใต้แคมเปญ SG Finance+ โดยโฟกัสไปที่ตลาดสมาร์ตโฟนแบรนด์จีน (China Brand) ส่วน KBJ Capital เป็นผู้ขับเคลื่อนแคมเปญ Samsung Finance+ ซึ่งเติบโตอย่างโดดเด่นและสามารถทำกำไรสุทธิสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ปัจจัยเหล่านี้ได้สนับสนุนให้เครือข่ายขยายตัวและพอร์ตสินเชื่อเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต

สำหรับตลาดสมาร์ตโฟนแบรนด์ Apple (iPhone) ที่ก่อนหน้านี้ยังอยู่ในลักษณะการทดสอบ (Sandbox) ภายใต้ร้าน Jaymart นับจากนี้ SGC จะเข้ามาดำเนินการขยายพอร์ตอย่างจริงจัง การเพิ่มแบรนด์ iPhone เข้ามาในโมเดล Lock Phone จะช่วยขยายฐานการปล่อยสินเชื่อให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยบริษัทยังคงยึดหลักคุณภาพของลูกหนี้เป็นสำคัญ ส่งผลให้ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงอยู่ในกรอบที่สามารถควบคุมได้

อย่างไรก็ดี ในภาพรวมของปี 2569 บริษัทมั่นใจว่า JMART จะมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการฟื้นตัวของบริษัทในเครือ และการทำงานแบบ Synergy เต็มระบบ ซึ่งมี JMT ยังคงเป็นเสาหลักด้านการทำกำไรของกลุ่ม ขณะเดียวกัน การลงทุนในธุรกิจร้านอาหาร “สุกี้ตี๋น้อย” ซึ่ง JMART ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 ยังคงสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสูงถึง 258 ล้านบาท ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยมีผู้ใช้บริการกว่า 30 ล้านรายทั่วประเทศ มีสาขาเปิดให้บริการ 107 สาขา และยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในปี 2569 เพื่อรองรับกำลังซื้อในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว

“เราเชื่อมั่นว่าการทำงานแบบ Synergy ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้กลุ่มเจมาร์ทเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แข็งแรง และยั่งยืนมากกว่าที่ผ่านมา ขณะที่ความเสี่ยงที่บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดคือการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory) และคุณภาพลูกหนี้ ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้เป็นอย่างดี” นายอดิศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

ในส่วนของ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (Jaymart Mobile) แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 คาดว่ายอดขายและกำไรจะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยตั้งเป้ายอดขายทั้งปี 2569 เติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 จากปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเปิดตัวสินค้าใหม่จากแบรนด์ชั้นนำ ล่าสุด ซัมซุงได้เปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ประจำปีอย่างเป็นทางการ ได้แก่ Galaxy S26, Galaxy S26+ และ Galaxy S26 Ultra ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างมาก สอดรับกับรอบการเปลี่ยนสมาร์ตโฟนที่รองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Upgrade Cycle) รวมทั้งบริษัทโฟกัสการขยายสาขาในทำเลศักยภาพเพิ่มขึ้นอีกราว 100 สาขา จากสิ้นปี 2568 ที่มีสาขาราว 300 สาขา และมีตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ในเครือข่าย 1,637 ราย ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบกับการขยายช่องทางการขายแบบ Omni-Channel โดยมีกลยุทธ์หลักคือ การเพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นสินเชื่อหน้าร้าน (Conversion), การผ่อนชำระออนไลน์แบบ Fully Digital, การเสนอขายสินค้าข้ามกลุ่ม (Cross-Sell) เช่น ประกันและบริการหลังการขาย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (Lifetime Value) ในระยะยาว เพิ่มรายได้ต่อหัวลูกค้า และเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพากำไรจากการค้าปลีก (Retail Margin) ไปสู่การสร้างกำไรทางการเงิน (Financial Margin) ให้กับกลุ่มบริษัทมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ผู้นำธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (AMC) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ากำไรเติบโตร้อยละ 30 โดยมองเห็นโอกาสสำคัญจากยอดจัดเก็บเงินสด (Cash Collection) ทั้งปีที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 9,000 ล้านบาท ส่งผลให้การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) มีแนวโน้มปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงควบคุม ECL อย่างเข้มข้นต่อเนื่องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งมุ่งเพิ่มรายได้จากการเดินหน้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารเพิ่มเติม โดยวางงบลงทุนไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เน้นขยายพอร์ตหนี้ไม่มีหลักประกันซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัทในสัดส่วนประมาณร้อยละ 90 และอีกร้อยละ 10 เป็นกลุ่มหนี้ที่มีหลักประกัน พร้อมกันนี้ JMT มุ่งสู่การเป็น “AI Driven AMC” โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการตั้งศูนย์ประนอมหนี้เพื่อช่วยเหลือและจัดการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่ลูกค้า สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 คาดว่าจะยังคงทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 4/2568

ขณะที่ นายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J เปิดเผยว่า แม้ในปี 2568 บริษัทจะได้รับผลกระทบจากการบันทึกผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ทางบัญชี แต่เชื่อมั่นว่าผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว สำหรับปี 2569 บริษัทเตรียมเดินหน้าแผนฟื้นตัวธุรกิจอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 810 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 18 พร้อมกับลดค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) ลงร้อยละ 30 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านความสามารถในการทำกำไร โดยบริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์การค้าชุมชน (Community Mall) ทั้ง 8 แห่ง ด้วยการบริหารพื้นที่เชิงรุก และเตรียมรับรู้รายได้เต็มปีจาก 3 โครงการใหม่ล่าสุด พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) สู่ระดับร้อยละ 94–95 และมีแผนขยายพื้นที่เช่าเพิ่มอีก 3,800 ตารางเมตร ซึ่งในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ สามารถปิดดีลผู้เช่าได้แล้วกว่า 1,000 ตารางเมตร ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของบริษัท

ทางด้าน นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ระบุว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเข้มข้น หลังจากในปี 2568 พอร์ตธุรกิจดังกล่าวมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอานิสงส์จากเทรนด์การเปิดตัวสมาร์ตโฟนระดับเรือธง (Flagship) จากแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนโมเมนตัมยอดขายให้เติบโตขึ้น โดยคาดว่าในปีนี้รายได้จะแตะระดับ 1,700 ล้านบาท พร้อมปรับลดค่าใช้จ่ายในการบริหารลงร้อยละ 30 นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเป็น 146 สาขา และขยายเครือข่ายพนักงานขายของ SINGER ที่มีความเคลื่อนไหว (Active) จาก 300 ราย เพิ่มเป็น 1,000 ราย รวมทั้งเพิ่มตัวแทนจำหน่าย (Dealer) จาก 1,200 ราย เป็น 2,000 รายทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการรุกตลาดผ่านช่องทาง SG Finance+ Online โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการติดตามและควบคุมความเสี่ยงอย่างรัดกุม

ส่วน นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SINGER และถือเป็นแกนหลักด้านธุรกิจสินเชื่อของกลุ่ม JMART เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทมุ่งเน้น 3 แกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ การเติบโตของสินเชื่อใหม่ (New Loan Growth) โดยตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อรวมที่ 12,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30 จากปีก่อน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ Lock Phone เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก หลังจากในปี 2568 สามารถปล่อยสินเชื่อ Lock Phone ไปได้กว่า 9,310 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการเติบโตของสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินเชื่อประเภทอื่นๆ ที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วยความรัดกุม ด้านผลิตภัณฑ์ประกัน SG Shield ที่ดำเนินงานผ่านความร่วมมือระหว่าง Jaymart Insurance, SG Broker และ SGC บริษัทตั้งเป้าหมายขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จากยอดขายกรมธรรม์ระดับ 95 ล้านบาทในปี 2568 สู่ระดับ 200 ล้านบาทในปีนี้ หรือคิดเป็นการเติบโตกว่าร้อยละ 110 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไร (Margin) สูง

ขณะเดียวกัน บริษัทมุ่งมั่นบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด โดยตั้งเป้าหมายลดต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ลงเหลือ 1,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 13 และมีแผนปรับลดสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จากร้อยละ 17.2 ในปี 2568 ให้ลดลงเหลือร้อยละ 10 ภายในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการเติบโตที่ดำเนินควบคู่ไปกับการควบคุมความเสี่ยง เพื่อสร้างฐานธุรกิจที่แข็งแรงและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับกลยุทธ์การขยายความร่วมมือกับแบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำ ปัจจุบัน SGC มีพันธมิตรรวม 9 แบรนด์ อาทิ OPPO, vivo, Xiaomi, realme, Infinix, HONOR, NOTHING, nubia และ TECNO Mobile เพื่อรองรับการเติบโตของสินเชื่อกลุ่ม Lock Phone ให้ครอบคลุมตลาดมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทได้ชูจุดแข็งด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ลูกค้าที่มีอยู่ราว 1 ล้านราย ผ่านแพลตฟอร์ม SG Finance+ ทั้งในช่องทางออฟไลน์และช่องทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน โดยมีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยรองรับการขยายตัว (Scale) ของการขอสินเชื่อ และระบบให้คะแนนเครดิต (Credit Scoring) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโต ตลอดจนยกระดับการบริหารงานติดตามหนี้และงานบริการลูกค้า (Collection & Customer Services) อย่างครบวงจร ควบคู่ไปกับการเดินหน้าขยายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

Back to top button