
“กลุ่มเจมาร์ท” วิ่งคึก! ชู Synergy ดันกำไรปี 69 แตะพันล้าน JMT ย้ำเป้าเก็บหนี้ 9 พันล้าน
หุ้นกลุ่ม JMART กอดคอบวก รับความเชื่อมั่นแผนธุรกิจปี 69 ที่เดินหน้ากลยุทธ์ Synergy ขับเคลื่อนด้วย "สินเชื่อล็อกโฟน" ตั้งเป้าฟันกำไรสุทธิรวม 1,000 ล้านบาท ด้าน JMT ย้ำเป้าหมายจัดเก็บเงินสด 9,000 ล้านบาท พร้อมตั้งสำรองระดับสูงเพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ด้าน SGC วางเป้าปล่อยสินเชื่อล็อกโฟน 1.2 หมื่นล้านบาท โชว์ฐานลูกค้าและการเติบโตที่แข็งแกร่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 พ.ค.69) ณ เวลา 15:17 น. ราคาหุ้น บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT อยู่ที่ระดับ 11.20 บาท บวก 0.40 บาท หรือ 3.70% สูงสุดที่ระดับ 11.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 10.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 421.73 ล้านบาท
บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART อยู่ที่ระดับ 9.25 บาท บวก 0.40 บาท หรือ 4.52% สูงสุดที่ระดับ 9.60 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 8.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 416.40 ล้านบาท
บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC อยู่ที่ระดับ 1.35 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 8% สูงสุดที่ระดับ 1.40 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.26 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 168.57 ล้านบาท
บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J อยู่ที่ระดับ 0.60 บาท บวก 0.01 บาท หรือ 1.69% สูงสุดที่ระดับ 0.61 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 0.59 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 0.13 ล้านบาท
โดยก่อนหน้านี้ นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยว่าการดำเนินงานของกลุ่ม JMART ในปีนี้ได้เดินตามกลยุทธ์ The Power of Synergy โดยคงนำความสามารถของบริษัทในกลุ่ม JMART เข้ามาเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน ประกอบกับการให้ความสำคัญกับการลดภาระหนี้สินของบริษัทให้ลดลง ทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้กับกลุ่ม JMART
ขณะเดียวกัน คงเป้าหมายกำไรสุทธิรวมของกลุ่ม JMART ในปี 2569 ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยธุรกิจสินเชื่อโทรศัพท์มือถือแบบล็อกเครื่อง (Lock Phone) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่มบริษัท
สำหรับธุรกิจบริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ตั้งเป้าหมายผลักดันกำไรปีนี้ให้เติบโตเป็น 2 เท่าจากปีก่อน ผ่านกลยุทธ์รุกตลาดสินเชื่อล็อกโฟนและการทำงานร่วมกันในกลุ่มบริษัท ซึ่งตอกย้ำโอกาสการเติบโตในฐานะผู้นำธุรกิจ โดยในเชิงจำนวนเครื่อง (Market Share by Unit) กลุ่มสมาร์ตโฟนระบบ Android แบรนด์จีน ได้แก่ OPPO, vivo, realme, Xiaomi, HONOR และ Infinix มีส่วนแบ่งตลาดรวมสูงถึง 56% ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของธุรกิจล็อกโฟน ขณะที่ในเชิงมูลค่าตลาด (Market Share by Value) แบรนด์จีนมีสัดส่วน 35% ใกล้เคียงกับ iPhone ที่มีสัดส่วน 35% และ Samsung ที่มีสัดส่วน 30% ของมูลค่าตลาดรวม
ปัจจุบันกลุ่ม JMART มีพอร์ตสินเชื่อสมาร์ตโฟนครอบคลุมครบทุกเซกเมนต์ โดย บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด หรือ KBJ ซึ่งรับผิดชอบแบรนด์ Samsung ผ่านระบบ Samsung Finance+ มีพอร์ตสินเชื่อลูกหนี้ ณ ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1.19 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมฐานลูกค้าสะสมกว่า 2.5 ล้านบัญชี ส่วน บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC ภายใต้โครงการ SG Finance+ เน้นกลุ่มแบรนด์จีน มีพอร์ตลูกหนี้รวม 7.1 พันล้านบาท และฐานลูกค้าสะสมกว่า 1.3 ล้านบัญชี
ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจ Mobile Phone Lending ของกลุ่ม JMART มีพอร์สินเชื่อลูกหนี้รวมสูงถึง 1.9 หมื่นล้านบาท และมีฐานลูกค้าสะสมกว่า 3.8 ล้านบัญชี สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดล Synergy โดยสิ้นปีนี้คาดหวังมีฐานลูกค้าสะสมในระบบนิเวศแตะระดับ 5 ล้านบัญชี
นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMT กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายการจัดเก็บเงินสดปี 2569 ที่ 9,000 ล้านบาท ขณะที่พอร์ตบริหารหนี้รวมปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 570,000 ล้านบาท หรือ 8 ล้านบัญชี คาดว่ามีโอกาสขยับแตะ 600,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้
โดยวางงบลงทุนซื้อหนี้ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท หากมีหนี้เสียเข้ามาจำนวนมาก บริษัทฯ ยังมีวงเงินเหลือพอในการเติมเงินรับซื้อหนี้ได้ เพียงขอรอดูในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 เป็นหลัก เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น
ทั้งนี้ JMT ยังคงเดินหน้าบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวดในไตรมาส 2/2569 ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า หลังตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในไตรมาส 1/2569 สูงถึง 300 ล้านบาท จากปกติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทตั้งสำรองเฉลี่ยราว 180-200 ล้านบาทต่อไตรมาส สะท้อนความระมัดระวังท่ามกลางปัจจัยเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากสถานการณ์ภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความผันผวนของราคาพลังงานที่ยังประเมินได้ยาก
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ประเมินความเสี่ยงปี 2569 ไว้มาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 พร้อมกับสื่อสารกับนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ในช่วงประชุมนักวิเคราะห์ไตรมาส 4/2568 โดยย้ำว่า JMT จะทยอยตั้ง ECL ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นไปถึงกลางปี 2569 ดังนั้น ECL ในไตรมาส 2/2569 จะยังอยู่ในระดับสูง และมีโอกาสสูงกว่าไตรมาสแรก ก่อนจะกลับมาทบทวนสถานการณ์อีกครั้งหลังจบไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทจะตั้งสำรองในระดับสูง แต่ยังคงมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ และเดินหน้าผลักดันการจัดเก็บเงินสดในปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทได้แต่งตั้ง “นายกฤษณ์ จันทโนทก” เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ และประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน บรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2569 มองว่า นายกฤษณ์มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจประกันและการเงิน ซึ่งจะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพและให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์แก่บริษัทในหลายด้าน
“จุดแข็งของคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) อยู่ที่ความหลากหลายของประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง สอดคล้องกับธุรกิจหลักของ JMT ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายสุทธิรักษ์ กล่าว
ด้านนายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER กล่าวว่า SINGER เป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในมือสูงถึง 1,825 ล้านบาท (มีกระแสเงินสดกว่า 1,000 ล้านบาท) และไม่มีภาระหนี้หุ้นกู้ พร้อมเตรียมขยายสู่สินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบล็อกได้ในอนาคต
ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้าโครงการ “Jump Plus” ตั้งเป้าทำกำไร 1,100 ล้านบาทในปี 2571 ผ่าน 3 กลยุทธ์ คือ ลดต้นทุนเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นล็อกเพื่อดันมาร์จิ้นแตะ 40%, ขยายช่องทางขายตั้งเป้าพนักงาน 1,000 คน สาขาใหม่ 146 แห่ง (ไตรมาสแรกเปิดแล้ว 24 แห่ง) ตัวแทน 2,000 ราย และนำเทคโนโลยี AI มาใช้สนับสนุนการขายผ่าน Chatbot และแพลตฟอร์ม SG Finance Plus
ด้านนายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ SGC กล่าวว่า ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อล็อกโฟนปีนี้ที่ 12,000 ล้านบาท เติบโต 30% โดยจะขยายฐานพันธมิตรร้านตู้มือถือจาก 7,000 แห่ง ผนวกกับเครือข่ายร้านค้าในกลุ่ม JMART อีก 4,000 แห่ง และ SINGER อีกเกือบ 2,000 แห่ง พร้อมนำระบบ AI อย่าง Chatbot และ Voicebot เข้ามาช่วยติดตามทวงหนี้ และฝังระบบความปลอดภัยลึกถึงระดับเมนบอร์ดเพื่อป้องกันการปลดล็อกเครื่องผิดกฎหมาย ทั้งนี้ SGC ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้มูลค่า 700 ล้านบาทในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพื่อใช้ขยายธุรกิจ

