
SMO กำไรปี 68 พุ่ง 161% จ่ายปันผล 0.20 บ. อัดงบ 960 ลบ. สร้างโรงงานสาขาพระพรหม
SMO อวดงบปี 68 กำไรสุทธิพุ่ง 161.49% แตะ 678.89 ลบ. กวาดรายได้เกือบหมื่นล้าน บอร์ดเคาะปันผล 0.20 บ./หุ้น จ่อ XD 12 พ.ค.นี้ พร้อมทุ่ม 960 ลบ. ลุยสร้างโรงงานสาขาพระพรหม ดันกำลังผลิตรวมทะยาน 390 ตัน/ชม.
นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยถึงผลประกอบการของบริษัทประจำปี 2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 678.89 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 419.27 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 161.49 และมีรายได้รวม 9,934.55 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 3,673.45 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 58.67
สำหรับการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิและรายได้อย่างมีนัยสำคัญนั้น มีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ในปีก่อนหน้า บริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด และเริ่มประกอบธุรกิจภายใต้ SMO ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 2567 โรงงานสาขาท่าชนะได้มีการหยุดผลิตชั่วคราว ในขณะที่ปี 2568 โรงงานทุกสาขาของกลุ่มบริษัทสามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถดำเนินการผลิตและยอดขายได้เพิ่มขึ้น สอดรับกับความต้องการน้ำมันปาล์มดิบที่เติบโตขึ้นในตลาดโลก จึงเป็นผลให้รายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า
ขณะที่ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้นจำนวน 1,287.65 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 90.58 และมีรายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ เพิ่มขึ้นจำนวน 18.69 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 80.39 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งเป็นผลจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นถึง 32,933 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 109.81 รวมทั้งรายได้จากการขายเมล็ดในปาล์มอบแห้งที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณการขายที่สูงขึ้น 7,412 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 99.08 ตลอดจนรายได้จากผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวเนื่องก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน
ด้านแผนการขยายกำลังการผลิตของโรงงานสาขาพนม ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จ และคาดว่าจะสามารถเดินสายการผลิตในส่วนขยายได้ภายในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะทำให้โรงงานสาขาพนมมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง จากเดิม 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 315 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง เพื่อรองรับฤดูกาลที่ผลปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงสุด (Peak Season) ของปี 2569
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติโครงการลงทุนซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบ สาขาพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตประมาณ 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมสูงสุดไม่เกิน 960.00 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดการณ์ระยะเวลาในการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรโดยรวมประมาณ 18-20 เดือน และคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเริ่มเปิดดำเนินการผลิตได้ในประมาณช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2571
ภายหลังจากที่โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบสาขาพระพรหมก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มเปิดดำเนินการผลิต จะส่งผลให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอีก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ดันกำลังการผลิตรวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 390 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง (เมื่อนับรวมกับกำลังการผลิตของสาขาพนมที่จะเพิ่มขึ้นภายในเดือนเมษายน 2569) ซึ่งการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตดังกล่าว จะส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีสินค้าสำหรับรองรับการขายมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกปัจจุบันที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรย้อนหลัง 5 ปี พบว่าความต้องการน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ระดับร้อยละ 2.09 ดังนั้น การขยายธุรกิจด้วยการลงทุนซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงานสาขาพระพรหม จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้กลุ่มบริษัทมีโอกาสสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโต และสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ขณะเดียวกัน อัตราส่วนทางการเงินของบริษัทฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยข้อมูลสำหรับปี 2568 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีอัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) อยู่ที่ 1.80 เท่า, อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.47 เท่า และอัตราความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (ICR) สูงถึง 16.59 เท่า ซึ่งความแข็งแกร่งทางการเงินดังกล่าวเป็นผลมาจากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างโดดเด่น ประกอบกับการได้รับเงินทุนจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO)
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท โดยแบ่งออกเป็นการจ่ายจากกำไรสะสมส่วนที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอัตรา 0.11 บาทต่อหุ้น และจ่ายจากกำไรสะสมส่วนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (Non-BOI) ในอัตรา 0.09 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569

