“หุ้นเอเชีย” เปิดลบ เซ่นพิษ “สงครามตะวันออกกลาง” ดันน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นเอเชียร่วงตามวอลล์สตรีท ผวาสงครามตะวันออกกลางดันน้ำมันพุ่งกว่า 8% หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะงัก กระทบอุปทานโลก หวั่นเงินเฟ้อพุ่งและกดดันธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาชะลอลดดอกเบี้ย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียเปิดปรับตัวลดลงเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ (วันที่ 6 มีนาคม 2569) โดยปรับตัวลดลงตามตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีท เนื่องจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ล่วงเข้าสู่วันที่ 6 ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวพุ่งสูงขึ้น และทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ รวมทั้งเกิดความไม่มั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่

สำหรับความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาค ดัชนีนิกเกอิตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 54,674.60 จุด ลดลง 603.46 จุด หรือลดลงร้อยละ 1.09 ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหลักทรัพย์จีนเปิดที่ระดับ 4,085.90 จุด ลดลง 22.67 จุด หรือลดลงร้อยละ 0.55 และดัชนีฮั่งเส็งตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,358.56 จุด เพิ่มขึ้น 37.22 จุด หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.15 ทางด้านดัชนีคอสปีตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ปรับตัวร่วงลงร้อยละ 1.9 ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี เอเอสเอ็กซ์ 200 ตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียดิ่งลงร้อยละ 1.27 โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นในกลุ่มวัสดุพื้นฐาน

ส่วนของตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียตพุ่งขึ้นกว่าร้อยละ 8 ในวันพฤหัสบดี (วันที่ 5 มีนาคม 2569) เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ได้ส่งผลให้อุปทานและการขนส่งน้ำมันต้องเผชิญกับภาวะชะงักงัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่บางรายในภูมิภาคตะวันออกกลางจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ ประเทศอิรักซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับที่สองในกลุ่มองค์การประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม ได้ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลงเกือบ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากเส้นทางการส่งออกถูกจำกัด ในขณะที่ประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่ที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย ได้ประกาศสถานการณ์เหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ในการส่งออกก๊าซเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พร้อมทั้งระบุว่าการกลับมาดำเนินการผลิตในปริมาณระดับปกติอาจจะต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการติดตามเรือของบริษัทวอร์เทกซาและบริษัทเคปเลอร์พบว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนประมาณ 300 ลำ ยังคงติดค้างอยู่ภายในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่การสัญจรทั้งเที่ยวขาเข้าและเที่ยวขาออกต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันภายหลังจากที่สงครามได้ปะทุขึ้น ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการขนส่งพลังงาน เนื่องจากปริมาณประมาณร้อยละ 20 ของการใช้น้ำมันทั่วโลกได้ถูกส่งออกผ่านเส้นทางช่องแคบแห่งนี้

Back to top button