“เมย์แบงก์” แนะโยกเข้า 7 หุ้น “Post-War” ชู AOT-BA-TIDLOR เด่น

MST แนะสะสมหุ้นกลุ่ม “Post-War Plays” ได้แก่ AOT, BA, ERW, BH, CHG, TIDLOR และ GPSC รับอานิสงส์หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย พร้อมประเมินเป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2569 ที่ 1,550 จุด ชี้มูลค่าปัจจุบันค่อนข้างตึงตัวและซึมซับข่าวดีไปมากแล้ว


บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบันคือการสลับกลุ่มลงทุน โดยแนะนำให้ลดน้ำหนักในกลุ่มที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาทะลุเพดาน (Rally) เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, รับเหมาก่อสร้าง, เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และโทรคมนาคม แล้วสลับเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่กลุ่ม “Post-War Plays” ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว, โรงพยาบาล, สินเชื่อรายย่อย และสาธารณูปโภค ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลดลงลึกเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก

โดยคัดเลือกหุ้นเด่นที่มีโอกาสฟื้นตัวสูงหากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยุติลง ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG, บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) TIDLOR และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดมุมมองการลงทุนต่อตลาดหุ้นไทยลงสู่ระดับ “เท่าตลาด” (Neutral) จากเดิมที่เคยมองใน “เชิงบวก” (Positive) โดยประเมินเป้าหมายดัชนี SET Index ในช่วงสิ้นปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,550 จุด สาเหตุหลักเป็นผลมาจากดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง จนทำให้มูลค่า (Valuation) ในปัจจุบันซึมซับปัจจัยเชิงบวกไปมากแล้ว ซึ่งสวนทางกับภาพรวมของเศรษฐกิจที่ยังมีข้อจำกัดในการเติบโต จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยขายล็อกกำไรในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ราคาปรับตัวขึ้นแรง และสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) เข้าสู่กลุ่ม “Post-War Plays” เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยุติลง

โดยปัจจุบัน SET Index ซื้อขายกันที่ระดับอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) 16.3 เท่า ขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนเทียบกับพันธบัตร ปรับตัวแคบลงมาอยู่ที่ 3.9% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 4.4% สะท้อนว่าความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยได้ลดลงไปมากเมื่อเทียบกับอดีต

ส่วนประเด็นที่น่าจับตามองคือ การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นหลัก เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากความขัดแย้งของอิหร่าน ดังนั้น หากสงครามยุติลง ปัจจัยดังกล่าวจะพลิกกลับมาเป็นแรงกดดันต่อการปรับลดประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570

Back to top button