“สุเชษฐ์” มอง SET ลุ้นทดสอบ 1,600 จุดอีกครั้ง! แนะเก็งกำไร 5 หุ้น ชู SAWAD เด่นสุด

“สุเชษฐ์ สุขแท้” ประเมิน SET มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 1,600-1,609 จุด แนะเก็งกำไร SAWAD-PTG-BAM-SCAP-BTG พร้อมให้น้ำหนักหุ้นแบงก์ เทคโนโลยี ICT และนิคมฯเด่น ขณะที่เตือนระวังหุ้นพลังงาน หลังราคาน้ำมันมีแนวโน้มอ่อนตัว


นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด หรือ ASL เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,600-1,609 จุด โดยกลุ่มหุ้นที่ยังน่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะ KBANK และ KTB ซึ่งมีบทบาทรองรับเม็ดเงินจากภาครัฐและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

สำหรับหุ้นเด่นระยะสั้น ASL ให้น้ำหนัก บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ให้ซื้อเล่นระยะกลาง-ยาวได้ จากสัญญาณรีบาวด์ โดยประเมินแนวต้านบริเวณ 23 บาท และหากผ่านได้มีโอกาสขยับขึ้นทดสอบ 25 บาท

ขณะเดียวกัน ยังมองหุ้นเก็งกำไรระยะสั้น อาทิ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG มีแนวต้านสำคัญที่ 7.80-8.00 บาท, บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM มีลักษณะรีบาวด์เพื่อเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีแนวต้านที่ 7.50-8.00 บาท

ส่วนบริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน) หรือ SCAP เป็นหุ้นขนาดเล็กที่เหมาะกับการเก็งกำไร โดยมีแนวต้านแข็งแกร่งที่ 0.80 บาท ขณะที่บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG หากผ่านระดับ 21 บาทได้ มีเป้าหมายถัดไปที่ 22 บาท

นอกจากนี้ ASL ยังให้น้ำหนักหุ้นธีมเทคโนโลยี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ AI ซึ่งมีโอกาสเติบโตในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ DELTA, HANA และ KCE รวมถึงหุ้นขนาดเล็กในกลุ่มอย่าง SVI, TEAM และ CCET ขณะที่ SMT อาจมีความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมามากแล้ว

ขณะเดียวกัน กลุ่มสื่อสาร หรือ ICT ยังมีมุมมองเชิงบวกในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ได้แก่ ADVANC และ TRUE ส่วนกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมยังมีโอกาสได้แรงหนุนจากการขยายฐานลงทุนและ Data Center ได้แก่ WHA โดยประเมินเป้าหมายระยะสั้นที่ 6.00-6.50 บาท และมีโอกาสไปถึง 7.00 บาท ขณะที่ AMATA มีเป้าหมายประมาณ 25 บาท

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังหุ้นกลุ่มพลังงานในระยะสั้น เช่น PTT, PTTEP, BCP และ TOP เนื่องจากราคาน้ำมันโลกมีโอกาสอ่อนตัวหลังสถานการณ์สงครามคลี่คลาย โดยอาจขายทำกำไรออกมาก่อนบางส่วน เพื่อรอจังหวะซื้อกลับเมื่อราคาน้ำมันนิ่ง หรืออ่อนตัวลงสู่ระดับ 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนกลุ่มปิโตรเคมี อาทิ SCC, PTTGC และ IVL อาจยังถูกกดดันในระยะสั้น แต่มีโอกาสฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3-4 หากเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น

Back to top button