
“สานพลังเอกชน ปีที่ 3” ผนึกภาคธุรกิจ–ตลาดทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน
ตลาดทุนและหน่วยงานพันธมิตรเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือ จัดเวที “สานพลังเอกชน ปีที่ 3” เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการเพื่อสังคม และชุมชน พร้อมขับเคลื่อนการลงทุนที่คำนึงถึง ESG และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (THAI LCA) สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ร่วมกันจัดงาน “สานพลังเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมจากฐานรากสู่ความยั่งยืน ปีที่ 3 (The 3rd Multilateral Collaboration for Sustainability: Continuing the Impact)” เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ พร้อมต่อยอดพลังภาคเอกชนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน และขยายผลสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
โดยการจัดงานครั้งนี้มุ่งเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม รวมถึงสิทธิประโยชน์จาก BOI ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนให้โครงการเพื่อสังคมเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม และภายในงานยังมีการบรรยายและเสวนา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนผ่านเครื่องมือและมาตรการของภาครัฐ ถ่ายทอดมุมมองจากภาคธุรกิจและหน่วยงานที่ลงมือทำจริง รวมถึงการถอดบทเรียนจากโครงการต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ พร้อมพื้นที่นิทรรศการจาก BOI ภาคเอกชน ผู้ประกอบการเพื่อสังคม และชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และเชื่อมโยงความร่วมมือสู่การต่อยอดในอนาคต
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า งานสานพลังฯ ปีที่ 3 เป็นเวทีสำคัญเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบการเพื่อสังคม และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการผนึกกำลัง เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้เกิดขึ้นจริงจากฐานราก และต่อยอดไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวอย่างแท้จริง โดยตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์เท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นพัฒนาตลาดทุนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยในหลากหลายมิติ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “เส้นทางแห่งความเชื่อมั่น สู่โอกาสของทุกคน” อาทิ SETCarbon แพลตฟอร์มบริหารจัดการและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยร่วมกับ ก.ล.ต. จัดทำ 6 มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย รวมทั้ง โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน และสนับสนุนรถพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์แก่มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ภายใต้ “โครงการ 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม”
นางสาวสุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ก.ล.ต. มุ่งยกระดับตลาดทุนไทยสู่การเงินที่ยั่งยืน (Sustainable Finance) ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนเพื่อความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ (1) ส่งเสริมให้ผู้ระดมทุนและบริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล (2) พัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อความยั่งยืนเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับการระดมทุนและการลงทุน (3) สนับสนุนบทบาทของผู้ลงทุนและการลงทุนอย่างยั่งยืนให้เข้มแข็ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการฟอกเขียว (Greenwashing) (4) สนับสนุนผู้ประเมิน (Reviewers) ในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของตลาด (5) พัฒนาศูนย์กลางข้อมูลด้าน ESG และเผยแพร่ข้อมูลแนวโน้มที่สำคัญ และ (6) ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยสู่เป้าหมายความยั่งยืนอย่างแท้จริง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด การเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่อาจมุ่งเน้นเพียงตัวเลขการขยายตัว แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โดย BOI ให้ความสำคัญกับการส่งเสริม
“การลงทุนที่มีคุณภาพ” ที่ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจพร้อมกับการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน BOI จึงได้ขับเคลื่อน “มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม” เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับความต้องการของท้องถิ่น โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นในการช่วยพัฒนาชุมชนในหลากหลายด้าน อาทิ การยกระดับมาตรฐานการผลิตและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในท้องถิ่น การพัฒนาเกษตรที่ยั่งยืน การยกระดับด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการป่าเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการสนับสนุนด้านการศึกษาและสาธารณสุข ที่ผ่านมา BOI ทำงานอย่างต่อเนื่องร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการออกแบบและขับเคลื่อนมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทของการพัฒนาชุมชนและสังคม โดยส่งเสริมให้บริษัทเอกชนเป็นผู้สนับสนุนหรือร่วมดำเนินการกับองค์กรท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566 ถึงเดือนมกราคม 2569 มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมภายใต้มาตรการดังกล่าวแล้ว 106 โครงการ ครอบคลุมองค์กรท้องถิ่นกว่า 946 แห่งทั่วประเทศ มูลค่าเงินลงทุนรวม 3,000 ล้านบาท สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากฐานรากสู่ระดับประเทศ
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และอุปนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างในเมืองและชนบท ยังเป็นปัญหาสำคัญของไทย ที่รัฐบาลไม่สามารถเป็นผู้แก้ไขปัญหาฝ่ายเดียว การสานพลังของทุกภาคส่วน รัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย ชุมชน และประชาสังคม โดยมุ่งเป้าในการแก้ปัญหาร่วมกัน จะนำไปสู่ผลลัพธ์และการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ โดยมีมาตรการ BOI เป็นแรงสนับสนุนในการนำไปสู่เป้าหมาย ทั้งนี้ โครงการ Fast track ต่างๆ ของ BOI ที่ได้นำเสนอวันนี้ จะเป็นช่องทางสำคัญที่จะนำไปสู่การสานพลังทุกภาคส่วน ในลักษณะ Collective Effort for Collective Impacts
การจัดงานในปีที่ 3 นี้ จะเป็นโอกาสในการขยายวงความร่วมมือ และสร้างกรณีต้นแบบเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินการต่อ เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างสมดุลและสร้างสังคมที่แข็งแรงในอนาคต ทั้งนี้ ตลาดทุนในยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งระดมทุน แต่เป็น “กลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน” สู่เศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน โดยสนับสนุนธุรกิจที่เติบโตอย่างรับผิดชอบ รวมทั้ง ส่งเสริมแนวคิด ESG ที่เน้นการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม เชื่อมโยงพลังของภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคตลาดทุน แบบพหุภาคี ให้เกิด “ผลกระทบเชิงบวก” ต่อผู้คนและชุมชน และเสริมความเข้มแข็งให้ฐานราก ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร. กอบศักดิ์ กล่าว

