​กต. เร่งอพยพคนไทยหนีไฟสงครามตะวันออกกลาง ชุดแรกจากอิหร่าน 62 ชีวิต ถึงไทย 9-10 มี.ค.นี้

“ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์” รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เผยสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ท่ามกลางการโจมตีตอบโต้ในหลายประเทศ พร้อมเร่งช่วยเหลือและอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยคนไทยกลุ่มแรกจากอิหร่าน 62 คนเดินทางถึงตุรกีอย่างปลอดภัย และเตรียมทยอยกลับถึงไทยวันที่ 9-10 มีนาคมนี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 มี.ค.69) ณ ทำเนียบรัฐบาล นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ภาพรวมยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในอิหร่าน อิสราเอล บาห์เรน คูเวต และเลบานอน

ทั้งนี้ อิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าจะไม่โจมตีประเทศอื่นในภูมิภาค และจะมุ่งเป้าเฉพาะฐานทัพของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น โดยกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการป้องกันตนเอง และจะตอบโต้จนกว่าการโจมตีต่ออิหร่านจะยุติลง หรือจนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะดำเนินการตามบทบาทหน้าที่

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่ามีการใช้โดรนโจมตีคลังเก็บน้ำมันในประเทศคูเวต และโรงผลิตน้ำจืดในประเทศบาห์เรน ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณว่าจะตอบโต้การโจมตีต่ออิหร่านอย่างหนัก และอาจพิจารณาขยายเป้าหมายไปยังพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของการปฏิบัติการทางทหาร ส่งผลให้สถานการณ์โดยรวมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

นายปาณิดลกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของสถานการณ์การเปิด–ปิดน่านฟ้า แม้ว่าประเทศกาตาร์ยังคงปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ แต่สายการบิน Qatar Airways ได้เริ่มให้บริการเที่ยวบินฉุกเฉินบางเส้นทาง เพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้าง

สำหรับคนไทยในพื้นที่ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอเรียกร้องให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเร่งอพยพออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางการติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ

ในส่วนของการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่านนั้น คนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะรานและเมืองใกล้เคียง รวมทั้งสิ้น 62 คน ได้เดินทางโดยรถยนต์ถึงประเทศตุรกีอย่างปลอดภัยเมื่อช่วงค่ำวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมการกงสุลและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกด้านการเข้าเมือง ก่อนนำคณะเข้าที่พักเพื่อรอเดินทางกลับประเทศไทย

โดยคนไทยกลุ่มดังกล่าวจะแบ่งเดินทางกลับประเทศไทยเป็น 2 เที่ยวบิน ได้แก่ กลุ่มแรกจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 9 มีนาคม และกลุ่มที่สองจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 10 มีนาคม

ขณะเดียวกัน คนไทยในอิหร่านอีกกลุ่มหนึ่งมีกำหนดเดินทางออกจากประเทศทางบกในวันที่ 10 มีนาคม เพื่อเข้าสู่ประเทศตุรกี โดยกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา อยู่ระหว่างประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การอพยพเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ยังมีภารกิจดูแลคนไทยที่อพยพออกจากประเทศอิรัก โดยมีคนไทยเดินทางข้ามแดนเข้าสู่ตุรกีที่เมืองมาร์ดินแล้วรวม 3 รอบ จำนวนทั้งสิ้น 18 คน โดยรอบล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา มีจำนวน 10 คน และทั้งหมดจะเดินทางต่อจากนครอิสตันบูลเพื่อกลับประเทศไทย

สำหรับประเทศกาตาร์ แม้ว่ายังคงปิดน่านฟ้าสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์ แต่สายการบิน Qatar Airways ได้เริ่มให้บริการเที่ยวบินฉุกเฉินเพื่อขนส่งผู้โดยสารตกค้าง โดยในวันนี้มีเที่ยวบินนำผู้โดยสารจากหลายเมืองในยุโรปและจากกรุงเทพมหานครเดินทางกลับสู่กรุงโดฮาเป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับการช่วยเหลือและเดินทางกลับประเทศไทยแล้วรวมทั้งสิ้น 292 คน ส่วนคนไทยในประเทศอื่น ๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ยังคงให้การดูแล อำนวยความสะดวก และประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง

นายปาณิดลกล่าวย้ำว่า ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบาง การนำเสนอข่าวสารหรือข้อมูลต่อสาธารณชนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังมีคนไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งความปลอดภัยของคนไทยถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในขณะนี้

Back to top button