น้ำมันดิบ WTI-Brent พุ่งแตะ 116 เหรียญ รับวิกฤตตะวันออกกลาง-ปิดฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ทะยานแตะ 116 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางที่ยกระดับความรุนแรง กระทบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาค และเพิ่มความกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัว หลังเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักต่อเนื่อง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 มี.ค.69) ณ เวลา 11:07 รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของตลาดโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 27.62% สู่ระดับประมาณ 116.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของตลาดโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 23.76% สู่ระดับประมาณ 116.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การทะยานขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยมีรายงานว่าอุปทานน้ำมันหายไปจากระบบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ขณะเดียวกัน ความรุนแรงที่ยกระดับขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในตะวันออกกลาง ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อภาวะตึงตัวของอุปทานพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี และกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดการเงินทั่วโลก

รายงานระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างน้อย 5 แห่งในและรอบกรุงเตหะรานของอิหร่านตกเป็นเป้าการโจมตี ขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติของคูเวตประกาศลดกำลังการผลิตชั่วคราว ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตอบโต้ทางทหารในภูมิภาค

นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก และเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 20% ของปริมาณการค้าทั่วโลก ยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าว โดยมีรายงานว่าการสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงักต่อเนื่องมานานกว่า 1 สัปดาห์

ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้สร้างความกังวลต่อตลาดการเงินทั่วโลกมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่า วิกฤตพลังงานอาจกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศ

Back to top button