ITC เปิดเกมรุกปี 69 ดันยอดขายพุ่ง 12% ทุ่มงบ 1 พันล้านสร้างคลังอัตโนมัติ

ITC กางแผนปี 69 ยอดขายโต 9-12% อัดงบ 1 พันล้านลุยคลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) หวังลดต้นทุน-ขยายผลิต มั่นใจธุรกิจโตเหนือตลาด 3-4 เท่า


นางพิมพ์พัทธ อินวะษา หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ว่า แม้ประเทศไทยจะเผชิญผลกระทบจากกำแพงภาษี (Tariff) ของสหรัฐอเมริกาที่ระดับ 19% แต่การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม ปี 2568 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยมูลค่า 814 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งอย่างจีนและเวียดนามถึง 8-9 เท่า

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2568 ถือว่ามีความโดดเด่น (Stand out) โดยยอดขายในภูมิภาคอเมริกาเติบโตสูงถึง 17.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้รวมของบริษัทในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเติบโต 9.2% แตะระดับ 554 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากกลุ่มสินค้าพรีเมียม (Premium Mix) ที่มีสัดส่วนสูงถึง 50.9% (และ 50.5% ในไตรมาส 4) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 47-50% ขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมสัตว์เลี้ยง (Pet Treat) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 36.5% ดันอัตรากำไรขั้นต้น (Adjusted GP Margin) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25.1% ในปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทยังคงรักษาระดับการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในเกณฑ์ดี โดยมีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) สูงถึง 86% หรือคิดเป็น 0.85 บาทต่อหุ้น

นางยุวพร พุ่มประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน ITC รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ว่า บริษัทมียอดขาย 148 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 3% จากไตรมาสก่อน และ 6.7% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลให้ยอดขายในสกุลเงินบาทอยู่ที่ 4,780 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 1.2% จากไตรมาสก่อน และ 1.8% จากปีก่อนหน้า โดยการเติบโตหลักมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนผ่านการปรับราคาสินค้ากับลูกค้าได้ สัดส่วนยอดขายหลักยังคงมาจากอเมริกา 59% (เติบโต 9.2% จากไตรมาสก่อน และ 14.1% จากปีก่อน) รองลงมาคือเอเชียและโอเชียเนีย (AOA) 25% และยุโรป 16%

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2568 ยอดขายรวมอยู่ที่ 18,223 ล้านบาท (เติบโต 2.8% จากปีก่อน) มีกำไรสุทธิปรับปรุงแล้ว (Adjusted Net Profit) ที่ 3,432 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25.1% ซึ่งปรับตัวลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2567 เนื่องจากในปี 2567 บริษัทได้รับปัจจัยบวกจากราคาปลาทูน่าที่อยู่ในระดับต่ำ สัดส่วนพรีเมียมมิกซ์ที่สูงถึง 55% และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าถึง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับปี 2568 ที่ราคาปลาทูน่าปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย (ในขณะที่ราคาไก่ทรงตัว) และค่าเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่เฉลี่ย 32.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ด้านฐานะทางการเงิน บริษัทยังคงมีสภาพคล่องสูง ไม่มีหนี้สินระยะยาว และสามารถรักษาวงจรเงินสด (Cash Cycle) ไว้ที่ 148-150 วัน

ทางด้านโครงการทรานส์ฟอร์เมชัน (Project Kevin) บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผน โดยมีเป้าหมายเพิ่มกำไรจากการดำเนินงาน (OP Uplift) 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2570 ซึ่งในปี 2568 สามารถทำได้แล้วถึง 22 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 50% ของเป้าหมาย) โดยมาจากการเติบโตเชิงพาณิชย์ 60-70% และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต 30-40% รวมถึงยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง

นายภาคย์ ชีวรักษ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ ITC กล่าวเสริมถึงกลยุทธ์การเติบโตว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงได้กลายมาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 16% ของพอร์ตฟอลิโอ (จากเดิม 12%) ขณะที่อาหารแมวยังคงเป็นฐานหลักที่ 66% ในปี 2568 บริษัทสามารถดึงดูดลูกค้ารายใหม่ได้ถึง 42 รายทั่วโลก (เอเชีย 18 ราย, ยุโรป 12 ราย, อเมริกา 12 ราย) ครอบคลุมทั้งแบรนด์ระดับโลกและกลุ่ม Private Label ซึ่งเป็นโครงการระยะยาวที่มีการออกสินค้าใหม่ (SKU) รวมกว่า 2,200 รายการ คิดเป็นปริมาณการขายรวม 112,000 ตัน (เติบโต 8.8%)

สำหรับภูมิภาคอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักสัดส่วน 58% ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 17.8% จากปีก่อน แม้จะมีความกังวลเรื่องภาษี เนื่องจากบริษัทยึดกลยุทธ์เข้าเจาะตลาดที่กำลังเติบโตทั้งกลุ่มระดับบน (Premium) และกลุ่มคุ้มค่า (Private Label) ส่วนตลาดยุโรป แม้เผชิญการแข่งขันด้านราคาและยอดขายทั้งปีลดลง 3.3% แต่ปริมาณการขาย (Volume) ในไตรมาส 4 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาเติบโต 18.8% จากปีก่อน ขณะที่ตลาดเอเชียและโอเชียเนีย ยอดขายปรับตัวลดลง 16.7% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลกระทบจากการชะลอตัวของแบรนด์ระดับโลกในจีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แต่กลุ่มลูกค้าท้องถิ่นยังคงรักษาระดับการสั่งซื้อได้ดี โดยทิศทางการเติบโตในอนาคตจะมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าในอเมริกา, การใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนในยุโรป, และการเน้นสินค้าคุณภาพและฟังก์ชันนอลในเอเชีย

นางพิมพ์พัทธ เปิดเผยอีกว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเติบโตที่ 9-12% (ประเมินบนฐานอัตราแลกเปลี่ยน 32.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของตลาดถึง 3-4 เท่า โดยจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ให้อยู่ในกรอบ 23-25% งบประมาณสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ที่ 9-10% และวางงบลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยครึ่งหนึ่งจะใช้ในโครงการคลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และที่เหลือเพื่อขยายกำลังการผลิตและลดต้นทุน ทั้งนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ปัจจุบันอยู่ที่ 55-65%

ส่วนของความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการภาษี บริษัทยืนยันว่าได้เตรียมพร้อมรับมือร่วมกับลูกค้ารายใหญ่ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนร่วมกัน (Cost Saving) และผลกระทบด้านค่าระวางเรือที่สูงขึ้นนั้นอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออก 70-80% เป็นเงื่อนไขการส่งมอบแบบ FOB ส่วนประเด็นเรื่องมาตรการของ ธปท. ที่ขยายกรอบการนำรายได้กลับประเทศจาก 1 ล้านเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น แทบไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจาก ITC มีการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) เกือบ 100% ครอบคลุมทั้งรูปแบบ Natural Hedging และ Forward Contract ทำให้สามารถป้องกันความผันผวนของค่าเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Company Snapshot

Back to top button