ITC มั่นใจปี 69 แจ่ม! ตั้งเป้ารายได้โต 12% รุกสินค้าพรีเมียม-ขยายตลาดโลก

ITC ตั้งเป้ารายได้ปี 69 เติบโต 9-12% เดินหน้ารุกสินค้าพรีเมียม ขยายตลาดทั่วโลก ชูนวัตกรรม ออโตเมชัน และความยั่งยืน รับกระแส Pet Humanization หนุนการเติบโตระยะยาว


บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดกลยุทธ์รักษาความสามารถในการแข่งขัน พร้อมปักหมุดเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ระดับ 9–12% ในปี 2569 (ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 เครื่องยนต์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพและเทคโนโลยีออโตเมชัน การขยายตลาดด้วยกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาค และการต่อยอดความยั่งยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ

นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า ตลอดจนต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ล้วนสร้างความท้าทายให้กับธุรกิจส่งออก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว เราจึงมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับรากฐานทางธุรกิจ

โดยมุ่งเน้นในสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ ราคาที่แข่งขันได้ มาตรฐานการบริการที่น่าเชื่อถือ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอ การจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระดับสองหลักในปี 2569 นี้ เราจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบออโตเมชัน ขยายตลาดด้วยกลยุทธ์ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะในแต่ละภูมิภาค และชูความยั่งยืนให้เป็นจุดแข็งสำคัญขององค์กร

ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคว้าโอกาสจากการขยายตัวของเทรนด์ Pet Parents และกระแส Pet Humanization ที่ผู้คนหันมาดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว ตลอดจนความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพและโภชนาการระดับพรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

4 เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนการเติบโตของไอ-เทล

1) การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มตลาดที่มีการเติบโตแข็งแกร่ง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ช่วยให้ไอ-เทลสามารถเข้าถึงกลุ่มตลาดพรีเมียมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และความต้องการซื้อยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน แม้การใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยรวมจะอยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่ความต้องการผลิตภัณฑ์โภชนาการสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมและผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้านนั้นยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ไอ-เทล ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ให้อยู่ที่ระดับ 15% ของรายได้รวมภายในปี 2569 โดยขับเคลื่อนผ่านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าระดับโลก (co-creation) ควบคู่กับความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านนวัตกรรมของกลุ่มบริษัท ในไตรมาส 1 ปี 2569 ไอ-เทล ได้เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์รวมทั้งสิ้น 213 SKU

ขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนคิดเป็น 21% ของยอดขายรวม ซึ่งเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่มีความแตกต่าง มีมูลค่าเพิ่มสูง และมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยสัดส่วนรายได้ของสินค้าพรีเมียมยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ราว 52–53%

ภายใต้ระบบนิเวศนวัตกรรม ไอ-เทล ได้ร่วมมือกับลูกค้าซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกในการพัฒนาโภชนาการสัตว์เลี้ยง โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์ขนมแมวเลียที่มอบคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมเปิดประสบการณ์ในการให้อาหารที่เหนือกว่าขนมในรูปแบบซองทั่วไป

2) การเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบอัตโนมัติและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ระบบอัตโนมัติและการดำเนินงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ เป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ ไอ-เทลสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว บริษัทได้เดินหน้าลงทุนในระบบออโตเมชันและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ ผ่านโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการและจุดประสงค์การใช้งาน (fit-for-purpose) โดยปัจจุบัน ไอ-เทลได้นำระบบออโตเมชันเข้ามาช่วยสนับสนุนกระบวนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 25%

นอกจากนี้ ระบบออโตเมชันยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการทำกำไร และช่วยรักษาเสถียรภาพของผลการดำเนินงานท่ามกลางสภาวะตลาดผันผวน โดยสิ่งนี้สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของไอ-เทล ในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.3%

ไอ-เทล ยังได้ผสานความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านการจัดซื้อของกลุ่มไทยยูเนี่ยน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและเสริมความมั่นคงในด้านวัตถุดิบ (supply security) การจัดหาวัตถุดิบจากคู่ค้าที่หลากหลายทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงวัตถุดิบหลักได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งช่วยกระจายความเสี่ยงและยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก

3) การคว้าชัยชนะในตลาด ด้วยกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาค

การขับเคลื่อนความสำเร็จในแต่ละภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยและบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ รวมถึงรูปแบบการตอบสนองต่อความผันผวนของตลาดที่แตกต่างกัน เนื่องด้วยรายได้เกือบทั้งหมดของไอ-เทล นั้นมาจากการส่งออก บริษัทจึงมุ่งมั่นให้บริการลูกค้าทั่วโลกผ่านการดำเนินงานที่ผสานความเชี่ยวชาญในเชิงพาณิชย์ เข้ากับขีดความสามารถของห่วงโซ่อุปทานในการตอบสนองต่อความต้องการที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการ ความน่าเชื่อถือ และความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าออกสู่ตลาด

สำหรับตลาดอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 60% ของรายได้รวม ไอ-เทล ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าในกลุ่ม Private Label ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการรุกเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ Chunk & Pate ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ขนาดใหญ่ของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง โดยไอ-เทล ได้วางรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในตลาดอเมริกาผ่านการก่อตั้ง US Pet Nutrition (USPN) ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 15 ปี โดยผสานระบบจัดการนำเข้าสินค้า คลังสินค้า และเครือข่ายการกระจายสินค้าในระดับท้องถิ่น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคในภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ไอ-เทล กำลังนำโมเดลความสำเร็จดังกล่าวไปปรับใช้ในภูมิภาคยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 15% ของรายได้รวม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันด้านต้นทุนที่สูงขึ้น โดยนอกจากการต่อยอดจุดแข็งในเชิงพาณิชย์และการมีทีมงานขายในภูมิภาคแล้ว บริษัทยังเดินหน้าเสริมศักยภาพในด้านห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นด้านความยั่งยืน อาทิ นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกระบวนการผลิตที่ผ่านการแปรรูปน้อย (minimal processing) เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 25% ของรายได้รวม ไอ-เทลมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งผ่านการวางกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ การรักษามาตรฐานการบริการในระดับสูง ตลอดจนการวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในแต่ละตลาด

4) การต่อยอดความยั่งยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ

ความยั่งยืนนั้นเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการประเมินและคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจของลูกค้าที่เป็นแบรนด์ระดับโลก สำหรับ ไอ-เทล ความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งเป็นกลไกหลักในการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และส่งมอบคุณค่าที่แตกต่าง แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคา โดยบริษัทมุ่งเน้นการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตามแนวทาง “From Source to Bowl” ทั้งนี้ กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® และศักยภาพด้านการจัดหาวัตถุดิบของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ช่วยให้ไอ-เทลสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมส่งมอบมาตรฐานความโปร่งใสที่เหนือกว่าอุตสาหกรรม

ภายใต้แนวทางดังกล่าว ปลาทูน่าอย่างน้อย 99% ที่จัดหาภายในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มไทยยูเนี่ยนนั้นสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมงหรือกลุ่มเรือประมง และบริษัทยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องสู่เป้าหมาย 100% ขณะเดียวกัน 99% ของปลาทูน่าที่กลุ่มไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง

นอกจากนี้ ไอ-เทลยังเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยนำแนวคิด “head to tail” มาปรับใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด ผ่านการนำผลพลอยได้จากปลาทูน่ามาพัฒนาเป็นส่วนประกอบอาหารมูลค่าสูงเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ (zero food loss) ในทั้งสองโรงงานได้ตั้งแต่ปี 2568 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ภายในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593

ด้วยการต่อยอดจากกลยุทธ์ดังกล่าว ไอ-เทลมีความพร้อมในการคว้าโอกาสการเติบโตในระยะยาว ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า และการส่งมอบโภชนาการคุณภาพสูงที่ได้รับการรองรับทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง” นายรอย ชาน กล่าว

Back to top button