
น้ำมันเดือด 100 เหรียญ! เจาะลึก “กองทุนน้ำมัน” โล่พยุงชีพ หรือ ระเบิดเวลาหนี้สาธารณะ?
ราคาน้ำมันโลกทะยานทะลุ 100 เหรียญจากวิกฤตตะวันออกกลาง แต่คนไทยยังรับมือได้ด้วยเกราะป้องกันอย่าง "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ทว่าเบื้องหลังความสงบนี้ กองทุนฯ ต้องแบกภาระอุดหนุนสูงถึงวันละ 700 ล้านบาท จนสถานะกลับมาติดลบอีกครั้ง! ร่วมเจาะลึกว่ากลไกนี้คือ "โล่พยุงค่าครองชีพ" หรือ "ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ" ที่รอวันปะทุ?
หากเปรียบระบบเศรษฐกิจไทยเป็นรถยนต์คันใหญ่ “ราคาพลังงาน” ก็เปรียบเสมือนน้ำมันเครื่องที่คอยหล่อลื่นให้ฟันเฟืองทุกชิ้นขับเคลื่อนไปได้ แต่ในช่วงที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับมรสุมความผันผวนอย่างหนัก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอย่างอิสราเอล-อิหร่าน ที่ดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานทะลุระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
คำถามคือ ทำไมคนไทยถึงไม่ได้รับแรงกระแทกแบบเต็มๆ ในทันที? เบื้องหลังความสงบนี้คือเครื่องมือสำคัญที่ชื่อว่า “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง”
“เบาะลม” กันกระแทก ทำงานอย่างไร?
สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) มีหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน หลักการทำงานคือ ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกถูก กองทุนฯ จะเก็บเงินเข้ากระเป๋าเพื่อตุนไว้ และเมื่อราคาแพง จะนำเงินที่ตุนไว้ออกมา “อุดหนุน” ชดเชยราคาหน้าปั๊ม เพื่อกดราคาไม่ให้พุ่งสูงเกินไป
อัปเดตล่าสุด: วิกฤตระลอกใหม่ สูบเงินวันละ 700 ล้านจน “ติดลบ” อีกครั้ง!
แม้กองทุนฯ จะเคยพยายามฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 แต่สถานการณ์สงครามที่ดุเดือดทำให้รัฐบาลต้องประกาศตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร นโยบายนี้แลกมาด้วยต้นทุนที่มหาศาลครับ ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 ชี้ให้เห็นว่ากองทุนฯ ต้องแบกภาระอุดหนุนดีเซลสูงถึงลิตรละ 11.73 บาท ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนเฉลี่ยสูงถึงวันละ 700 ล้านบาท
ผลกระทบที่ตามมาคือ สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 8 มี.ค. 2569) พลิกกลับมาติดลบเรียบร้อยแล้วที่ 786 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว โดยบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ก็ยังคงแบกตัวเลขขาดทุนหนักถึง 37,735 ล้านบาท
สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ ทำให้กระทรวงพลังงานต้องเตรียมเสนอออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ก้อนใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องและพยุงกองทุนไม่ให้ล้ม แม้หนี้ก้อนนี้จะถูกนับเป็น “หนี้สาธารณะ” เพราะก่อนหน้านี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้เคยออกมาชี้แจงว่า ตามหลักการเมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกู้เงินมา ไม่ว่ากระทรวงการคลังจะเข้าไปค้ำประกันหรือก็ตาม เมื่อกองทุนนั้นๆ เป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ หนี้ที่กู้ก็ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะอยู่แล้ว
แต่ภาระชำระหนี้จะไม่ใช่ภาษีหรือเงินงบประมาณของภาครัฐที่นำไปชำระ จะเป็นเงินที่มาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งรูปแบบนี้เป็นเหมือนกับหลายรัฐวิสาหกิจที่การกู้เงินถือว่าเป็นหนึ่งในหนี้สาธารณะ องค์กรนั้นๆ จะชำระหนี้เอง ไม่เป็นภาระหนี้งบประมาณ
ก้าวต่อไป: หมดเวลา “หว่านแห” ถึงเวลา “พุ่งเป้า“
บทเรียนจากการต้องกู้เงินเพื่ออุ้มราคาพลังงานครั้งแล้วครั้งเล่า สะท้อนให้เห็นว่าเบาะลมนี้กำลังจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจหากโลกเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต
ในอนาคต ภาครัฐควรทบทวนนโยบายจากการอุดหนุนแบบหว่านแห มาเป็นรูปแบบ “พุ่งเป้า (Targeted Subsidy)” เพื่อให้ความช่วยเหลือตกถึงมือผู้ที่เดือดร้อนและกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อรักษาสถานะกองทุนฯ ให้แข็งแกร่ง และป้องกันไม่ให้โล่กำบังค่าครองชีพชิ้นนี้ย้อนกลับมาทำร้ายวินัยการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว

