“ชัยยศ” ชี้หุ้นไทยฟื้นตามภูมิภาค ชู 2 หุ้นปลอดภัย ADVANC-GULF

“ชัยยศ จิวางกูร” มองหุ้นไทยรีบาวด์ระยะสั้นตามเซนติเมนต์โลก ขณะที่ระยะกลาง-ยาวยังเป็นขาขึ้นรับเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดและการเมืองมีเสถียรภาพ แนะกลยุทธ์ Selective Buy พร้อมเลือก ADVANC และ GULF เป็นหุ้นปลอดภัย


นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าว่า มีลักษณะการปรับตัวเพิ่มขึ้น (Rebound) ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวดีขึ้นราว 1-3% โดยมองว่าตลาดยังมีจังหวะไปต่อได้ แม้จะยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุนอย่างชัดเจน แต่ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเชิงจิตวิทยา (Sentiment) หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสงครามที่โจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงในขณะนี้น่าจะใกล้จบลงในเร็ววัน

สำหรับการคาดการณ์ที่ว่าดัชนีจะกลับไปยืนที่ระดับ 1,550 จุดได้ในเร็วๆ นี้หรือไม่นั้น ประเมินว่าอาจจะยังไม่ใช่ลักษณะดังกล่าว เนื่องจากในรอบก่อนหน้าที่ดัชนีปรับตัวขึ้นไปถึงระดับนั้น มีปัจจัยหลักมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้า แต่ในปัจจุบันพบว่ามีเม็ดเงินต่างชาติไหลออกอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยกระแสเงินส่วนใหญ่ย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ทั้งสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นมาก และทองคำที่ราคาเร่งตัวขึ้นหลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังมีท่าทีระมัดระวังและชะลอการลงทุนในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองระยะกลางและระยะยาว บล.กรุงศรี ยังคงประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 2 ประการ ได้แก่ 1. ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่ผ่านพ้นจุดต่ำสุด (Bottom Out) มาแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพและเตรียมเร่งรัดโครงการต่างๆ และ 2. โอกาสที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามา จากกรณีที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียอาจถูกลดน้ำหนักการลงทุน

ในส่วนของปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะไทม์ไลน์การเปิดประชุมสภาในวันที่ 14 มีนาคม เพื่อนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น มองว่ามีน้ำหนักต่อตลาดทุนค่อนข้างน้อย เนื่องจากภาพรวมของบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจหลักมีความชัดเจนแล้ว อาจมีการสลับตำแหน่งบ้างเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ เสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีคะแนนเสียงราว 300 เสียง ก็ถือว่ามีความมั่นคงและมีเสถียรภาพสูงมากเพียงพอที่จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจต่อไปได้ แม้จะไม่มีกลุ่มการเมืองของผู้กองยอดรักมาร่วมรัฐบาลก็ตาม

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ แนะนำให้เลือกลงทุนเป็นรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นไปที่กลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) ได้แก่ ADVANC แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 390 บาท เนื่องจากได้เปรียบจากความจำเป็นในการใช้ข้อมูลมือถือและอินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้รายได้และกำไรเติบโตเฉลี่ย 4% ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา และ GULF แนะนำ “ซื้อสะสม” ราคาพื้นฐาน 70 บาท ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากธุรกิจ New S-Curve ทั้ง Virtual Bank และ Data Center ในขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้ายังคงขยายกำลังการผลิตได้ตามแผนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่กลุ่มหุ้นค้าปลีก เช่น HMPRO และ GLOBAL ที่ราคาปรับตัวลงลึกและยังไม่ฟื้นตัวนั้น เป็นผลมาจากความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังไม่เกิดขึ้นจริง ทำให้ผลประกอบการในไตรมาส 1 และ 2 อาจมีภาพของการชะลอตัว จึงต้องรอจับจังหวะการลงทุนให้ดี

ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 85-87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างหนักต่อทั้งต้นทุนโลจิสติกส์ ภาคก่อสร้าง ภาคการขนส่ง รวมถึงค่าครองชีพของประชาชนรากหญ้า ดังนั้นจึงคาดหวังให้สถานการณ์สงครามยุติลงโดยเร็วที่สุด

Back to top button