“ชัยยศ” แนะลงทุนหุ้นไทย Selective ชูธีม FDI-Data Center หนุนแบงก์-ไฟฟ้าเด่น

“ชัยยศ จิวางกูร” แนะลงทุนหุ้นไทยแบบ Selective ชี้ DELTA-อิเล็กทรอนิกส์ยังนำตลาด รับกระแส AI-Data Center พร้อมชูแบงก์-โรงไฟฟ้าเด่นจากธีม FDI พร้อมจับตาหยุดยิงตะวันออกกลาง เงินเฟ้อ และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ


นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้(10 มิ.ย. 2569) ว่า มุมมองต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่เป็นแรงหนุนสำคัญต่อดัชนี SET Index ในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา DELTA ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น และมีส่วนช่วยหนุนดัชนีราว 150 จุด จากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นจากระดับกว่า 200 บาท มาอยู่บริเวณ 364 บาท สะท้อนแรงหนุนจากกระแสความต้องการอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นกลุ่มนำตลาดในระยะนี้

อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มอื่นยังมีลักษณะสลับฟื้นตัวตามปัจจัยเฉพาะ โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดติดตาม หากสถานการณ์สงบและมีความคืบหน้าด้านการหยุดยิง หุ้นที่ได้ประโยชน์จากภาวะลดความตึงเครียด เช่น โรงไฟฟ้า ค้าปลีก และไฟแนนซ์ มีโอกาสกลับมาเคลื่อนไหวเชิงบวก แต่หากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดจากเหตุปะทะหรือการโจมตีตอบโต้ เม็ดเงินอาจสลับกลับไปยังกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ KSS แนะนำให้ลงทุนแบบ Selective โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ซึ่งปีนี้มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการลงทุนใน Data Center ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ รวมถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ

กลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร จากโอกาสการปล่อยสินเชื่อโครงการขนาดใหญ่ และกลุ่มโรงไฟฟ้า จากแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของ Data Center ขณะที่การขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งหากเป็นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และอุปกรณ์ Data Center จะช่วยสนับสนุนการเติบโตและการจ้างงานในประเทศ

ด้านปัจจัยที่ต้องติดตาม นายชัยยศระบุว่า สถานการณ์หยุดยิงในตะวันออกกลางยังเป็นประเด็นสำคัญ เพราะหากยังมีการโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่อง จะทำให้ตลาดขาดเสถียรภาพและลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะเดียวกันยังต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่าจะช่วยหนุนกำลังซื้อและเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด

ส่วนปัจจัยลบสำคัญคือเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Bond Yield เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอาจทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะเงินเฟ้อสหรัฐฯ ซึ่งหากส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ ปรับขึ้นต่อจากระดับราว 4.6% จะเป็นปัจจัยลบต่อทิศทางการลงทุนทั่วโลก และอาจกระตุ้นให้เม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้น

สำหรับปัจจัยการเมืองในประเทศ นายชัยยศประเมินว่า แม้อาจมีแรงกระเพื่อมบ้าง แต่ภาพรวมรัฐบาลยังสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายได้ และพรรคร่วมรัฐบาลยังมีเสถียรภาพ จึงยังไม่เป็นปัจจัยกังวลหลักต่อตลาดในขณะนี้

Back to top button