BPP กางโรดแมปปี 69 ลุย COD โครงการใหม่จีน-สหรัฐ เร่งดักจับคาร์บอน สู่ธุรกิจ Power+

BPP เดินหน้าสู่ธุรกิจ “Power+” ภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics รองรับดีมานด์พลังงานระดับ Utility-scale พร้อมเร่ง COD โครงการใหม่จีน-สหรัฐ พ่วงขยายพอร์ต BESS-Energy Trading-CCS หนุนการเติบโตระยะยาว ควบคู่รักษาเสถียรภาพโรงไฟฟ้า BLCP-หงสา ขณะที่แผนควบรวมกับ BANPU คาดแล้วเสร็จไตรมาส 3/69 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างธุรกิจ และยกระดับการแข่งขันหนุนโตระยะยาว


นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานระดับสากล เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมเดินหน้าสู่กลุ่มธุรกิจ “Power+” หรือกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโต (Growth Engine) ของกลุ่มบ้านปูภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics

ทั้งนี้แนวโน้มความต้องการพลังงานทั่วโลกยังเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนจากตลาด ERCOT ในสหรัฐฯ ที่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ และคาดว่าความต้องการใช้พลังงานจากภาคส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปี 2578

ด้วยปัจจัยดังกล่าว BPP จึงเร่งยกระดับสู่ธุรกิจ “Power+” ผ่านการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับดีมานด์พลังงานขนาดใหญ่ระดับ Utility-scale ขณะเดียวกัน การจำหน่ายสิทธิการลงทุนบางส่วนใน BKV-BPP ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ Temple II ในสหรัฐฯ ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเปิดโอกาสให้บริษัทขยายการลงทุนในโครงการพลังงานใหม่เพิ่มเติม

หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ โครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เมกะเมาท์ (Megamouth Battery Energy Storage System: BESS) ในรัฐเท็กซัส ซึ่งถือเป็นโครงการ BESS แห่งแรกของ BPP ในสหรัฐฯ โดยนอกจากจะช่วยเพิ่มพอร์ตลงทุนในตลาดต่างประเทศแล้ว ยังช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้า และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบ้านปูในตลาดพลังงานระดับสากล

BPP ยังสะท้อนศักยภาพการบริหารธุรกิจตามห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจไฟฟ้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยในส่วนของธุรกิจผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (CHP) และโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) ในจีน ยังสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากการบริหารต้นทุนถ่านหินและการจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โครงการ Biomass Co-firing ที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับเชื้อเพลิงหลักในสัดส่วนร้อยละ 10

ส่วนโรงไฟฟ้า HPC ใน สปป.ลาว และโรงไฟฟ้า BLCP ในไทย ยังคงรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 85 และร้อยละ 89 ตามลำดับ ขณะที่ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯมีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในตลาด

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ในจีน ยังคงเดินหน้าตามแผน และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2569 นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้จากการขายสิทธิการลดการปล่อยคาร์บอน (CEAs) ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในจีน จำนวน 130 ล้านบาท

ในส่วนของธุรกิจกักเก็บพลังงาน บริษัทเดินหน้าขยายพอร์ต BESS ทั้งในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพื่อเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน โดยโครงการเมกะเมาท์ในสหรัฐฯ มีกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570

สำหรับญี่ปุ่น โครงการอิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) กำลังการผลิต 14.5 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ได้เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2568 ขณะที่โครงการไอสึ (Aizu) และโครงการซึโนะ (Tsuno) ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 52 เมกะวัตต์ และความจุพลังงานรวม 208 เมกะวัตต์ชั่วโมง รวมถึงโครงการคามิกุมิ-โตเกียว (Kamigumi-Tokyo) ที่ร่วมทุนกับพันธมิตร กำลังการผลิต 2 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 8 เมกะวัตต์ชั่วโมง ยังเป็นไปตามแผน โดยคาดว่าจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2571

ด้านธุรกิจซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ปัจจุบัน BPP มีกำลังการขายไฟรวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมงในญี่ปุ่น จากลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 2,000 ราย ขณะที่ในสหรัฐฯ บริษัทได้เริ่มดำเนินธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าที่อ้างอิงตลาด ERCOT ผ่านแพลตฟอร์ม Intercontinental Exchange (ICE) เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ Decarbonization ผ่านการร่วมลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) “Cotton Cove” ในสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยมีศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 32,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ขณะเดียวกัน BPP ยังขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการลงทุนในบ้านปู เน็กซ์ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย Net Zero Solutions แบบครบวงจร โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ อาทิ อมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค ในการพัฒนาโครงการโซลาร์รูฟท็อปกำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ใน 2 นิคมอุตสาหกรรมอมตะที่ประเทศเวียดนาม

นายอิศรา กล่าวอีกว่า แผนการควบบริษัทกับ BANPU ภายหลังที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการควบบริษัท ภายในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทจะเริ่มกระบวนการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้าน (Dissenting Shareholders) และเรียกประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของทั้งสองบริษัท ก่อนดำเนินการควบบริษัท จดทะเบียนบริษัทใหม่ และนำหุ้นของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3 ปี 2569

สำหรับแผนการลงทุนของกลุ่มบ้านปูบริษัทวางงบลงทุนรวมประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า โดยส่วนหนึ่งจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Power+ ซึ่งครอบคลุมธุรกิจโรงไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังอยู่ระหว่างจัดโครงสร้างธุรกิจและประเมินสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม จึงยังไม่สามารถเปิดเผยเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนในขณะนี้

พร้อมกันนี้บริษัทยังย้ำถึงความพร้อมของโรงไฟฟ้า BLCP และหงสา ซึ่งยังเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของไทย โดยทั้งสองโครงการมีกำลังการผลิตรวมคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ

อีกทั้งในช่วงที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกยังมีความอ่อนไหว บริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า BLCP ซึ่งใช้ถ่านหินนำเข้า และโรงไฟฟ้าหงสาที่ใช้เชื้อเพลิงจากแหล่งภายในประเทศ พร้อมทั้งมีแนวทางเลื่อนแผนหยุดซ่อมบำรุงตามกำหนดออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจนมากขึ้น

ส่วนแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงบริษัทประเมินว่า ผลกระทบจากความผันผวนในระยะสั้นยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากโรงไฟฟ้า BLCP มีสัญญาจัดซื้อถ่านหินระยะยาวกับผู้ผลิตจากออสเตรเลียครอบคลุมถึงสิ้นสุดอายุโครงการในปี 2575 ขณะที่โรงไฟฟ้าหงสาเป็นโรงไฟฟ้าปากเหมือง จึงสามารถบริหารต้นทุนเชื้อเพลิงได้ตามโครงสร้างที่กำหนดไว้ในสัญญา ส่งผลให้ภาพรวมต้นทุนเชื้อเพลิงยังไม่กระทบต่อการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ

“BPP ในฐานะกลุ่มธุรกิจ “Power+” ของกลุ่มบ้านปู ได้วางโรดแมปขับเคลื่อนธุรกิจสู่แพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมทั้งเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ โดยผสานสินทรัพย์โรงไฟฟ้าฐาน ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และธุรกิจซื้อขายพลังงาน ให้ทำงานสอดประสานกันในทุกพอร์ตโฟลิโอ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขัน ขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว และส่งมอบพลังงานที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงให้แก่ลูกค้ากลุ่ม B2B และ B2G” นายอิศรา กล่าวทิ้งท้าย

Back to top button