WTI ปิดบวก 3% จับตา “สงครามตะวันออกกลาง” ยืดเยื้อ – ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันดิบพุ่งแรง WTI ปิด 98.71 ดอลลาร์ เบรนท์ทะลุ 103 ดอลลาร์ รับผลกระทบสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ อิหร่านจ่อปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบอุปทานโลกหนัก แม้สหรัฐฯ-IEA จ่อระบายน้ำมันสำรองสู้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ (13 มี.ค.) ท่ามกลางสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงถูกปิดตาย ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนถึงความพลิกผันของสถานการณ์สงครามในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งดำเนินมาแล้วถึง 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเมษายน ปรับเพิ่มขึ้น 2.98 ดอลลาร์ หรือ 3.11% ปิดที่ 98.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 2.68 ดอลลาร์ หรือ 2.67% ปิดที่ 103.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ในรอบสัปดาห์นี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้น 8% และเบรนท์พุ่งขึ้น 11.27% โดยราคาน้ำมันอ้างอิงทั้งสองชนิดได้พุ่งขึ้นกว่า 9% ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565

ในช่วงต้นการซื้อขายของวันศุกร์ ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงชั่วคราว หลังมีรายงานที่คลาดเคลื่อนว่าเรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติอินเดียสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการยืนยันข้อเท็จจริงว่าเรือลำดังกล่าวออกเดินทางจากโอมานและไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแต่อย่างใด ราคาน้ำมันจึงเริ่มปรับตัวสูงขึ้นและพลิกกลับมาอยู่ในแดนบวกก่อนช่วงเที่ยงวัน

เพื่อพยายามลดภาระราคาพลังงานสำหรับผู้บริโภคในสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในช่วงปีแห่งการเลือกตั้ง รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกใบอนุญาตระยะเวลา 30 วัน ให้ประเทศต่างๆ สามารถซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่ตกค้างอยู่ในทะเลได้ โดยนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นก้าวหนึ่งในการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงานโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ด้านนายคิริล ดมิทรีเยฟ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีรัสเซีย เผยว่ามาตรการนี้จะเกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบรัสเซียราว 100 ล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่าปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลกเกือบ 1 วันเต็ม อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์มองว่า น้ำมันรัสเซียมีผู้รับซื้ออยู่แล้ว มาตรการนี้จึงไม่ได้เป็นการเพิ่มปริมาณน้ำมันใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ช่วยลดอุปสรรคบางประการในการซื้อขายเท่านั้น พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ตลาดเริ่มกังวลมากขึ้นต่อภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อ โดยเฉพาะความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่อาจทำให้อุปทานหายไปในระยะยาว

การประกาศมาตรการเกี่ยวกับน้ำมันรัสเซีย เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะระบายน้ำมันจำนวน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) เพื่อช่วยบรรเทาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยแผนดังกล่าวเป็นการดำเนินการร่วมกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งตกลงที่จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์รวมเป็นสถิติสูงสุดถึง 400 ล้านบาร์เรล (รวมส่วนของสหรัฐฯ) อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก IG ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ความหวังที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวจากการปล่อยน้ำมันของ IEA ได้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว หลังจากความเสี่ยงในตะวันออกกลางกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง

สถานการณ์ความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไป โดยอยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ประกาศจุดยืนว่า อิหร่านจะเดินหน้าต่อสู้ต่อไป และจะยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดดันสหรัฐฯ และอิสราเอล นอกจากนี้ เมื่อวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิรักเปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ลำในน่านน้ำอิรักถูกโจมตีด้วยเรือของอิหร่านที่บรรทุกวัตถุระเบิด ขณะที่เจ้าหน้าที่อิรักอีกรายให้สัมภาษณ์กับสื่อของรัฐว่า ท่าเรือน้ำมันของประเทศได้หยุดดำเนินการทั้งหมดแล้ว ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า สหรัฐฯ อาจได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามกับอิหร่าน แต่การป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีความสำคัญมากกว่า

โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ออกมาคาดการณ์ในวันศุกร์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์โดยเฉลี่ยในเดือนมีนาคมจะอยู่ในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจะอยู่ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน เนื่องจากราคาพลังงานยังคงผันผวนจากสงครามอิหร่าน ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่นักวิเคราะห์จาก LSEG ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ได้รับแรงหนุนมากกว่า WTI เนื่องจากยุโรปมีความเปราะบางต่อความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่า ในขณะที่สหรัฐฯ สามารถลดความเสี่ยงได้จากการมีกำลังการผลิตภายในประเทศรองรับ นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดอาจยืดเยื้อ หลังมีรายงานว่าอิหร่านได้วางทุ่นระเบิดประมาณ 12 ลูกในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้การเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญระดับโลกนี้กลับมาใช้งานตามปกติทำได้ยากยิ่งขึ้น

Back to top button