KKPS เตือน “กองทุนน้ำมัน” ใกล้เพดานหนี้ ดีเซลอุดหนุนหนัก 1.5 พันล้านต่อวัน

KKPS ชี้ไทยแบกรับภาระอุดหนุนพลังงานหนัก ตรึงดีเซลวันละ 1.5 พันล้านบาท ดันกองทุนน้ำมันเสี่ยงชนเพดานหนี้ ขณะค่าไฟมีแนวโน้มปรับขึ้น กดกำลังซื้อ ฉุดเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า


บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ โดยการนำเข้าน้ำมันสุทธิคิดเป็น 6.5% ของ GDP ทั้งนี้ แม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fuel Fund) จะช่วยพยุงราคาขายปลีกในขณะนี้ แต่ภาระทางการคลังจากการดูดซับราคาดังกล่าวอาจมีต้นทุนสูง

ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลที่รัฐอุดหนุนแตะระดับ 1.5 พันล้านบาทต่อวัน ซึ่งชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่กองทุนฯ จะขยับเข้าใกล้เพดานหนี้ และท้ายที่สุดอาจต้องมีการปรับราคาขายปลีกขึ้น และปรับลดภาษีสรรพสามิตลง

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคือกลไกหลักที่ป้องกันการส่งต่อต้นทุนสู่ราคาขายปลีก อย่างไรก็ตาม KKPS มองว่า การตรึงราคาในปัจจุบันถือเป็นการพยายามใช้กลไกถึงขีดสุด น้ำมันดีเซลมีสัดส่วนคิดเป็น 60% ของยอดขายน้ำมันรายวัน และการตรึงราคาที่ 30 บาทต่อลิตร โดยที่ราคาตลาดจริงอยู่ที่ 50 บาทต่อลิตร จะนำไปสู่ภาระทางการเงินจำนวนมาก กองทุนฯ ต้องแบกรับช่องว่างดังกล่าวหลังฟื้นตัวจากวิกฤตก่อนหน้าได้ไม่นาน ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวนอย่างหนัก

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนเหตุการณ์ซ้ำรอยปี 2565 (แต่ครั้งนี้เงินไหลออกเร็วกว่า) โดยกองทุนน้ำมันฯ เปลี่ยนจากสถานะบวกเล็กน้อย กลายเป็นขาดดุล 12,600 ล้านบาทในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ บ่งชี้ถึงวิกฤตสภาพคล่องอย่างเฉียบพลัน

ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า แม้ตอนนี้จำนวนดังกล่าวจะยังไม่นับเป็นหนี้สาธารณะโดยตรง แต่รัฐบาลจำเป็นต้องออกพระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งจะส่งผลให้การขาดดุลของกองทุนฯ กลายเป็นหนี้ทางการคลังโดยสมบูรณ์ ท่ามกลางการทดสอบขีดจำกัดของอัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% โดยอาจเบียดบังมาตรการการคลังอื่น ๆ

ด้านไฟฟ้า แม้จะมีโอกาสต่ำที่ไทยจะขาดแคลนไฟฟ้าทั่วประเทศ แต่ KKPS มองว่า มีแนวโน้มที่จะมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผ่านกลไกอัตราไฟฟ้าผันแปร (Ft)

การผลิตไฟฟ้าภายในประเทศราว 60% ต้องพึ่งพาการใช้งานก๊าซธรรมชาติ เมื่อการผลิตก๊าซ LNG ลดลง ประเทศไทยจึงต้องซื้อก๊าซดังกล่าวจากตลาดจร (spot LNG) ซึ่งมีความผันผวน ในขณะเดียวกัน การพึ่งพา LNG จากตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 30% ของการนำเข้าทั้งหมด ส่งผลให้ทั้งต้นทุนค่าไฟ และภาระด้านงบประมาณในการอุดหนุนมีแนวโน้มสูงขึ้น

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในขณะนี้ส่งผลในลักษณะของภาษีแบบถดถอย (Regressive Tax) มากกว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแรง และหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง (ราว 87% ของ GDP) บริษัทเอกชนจึงไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนที่สูงขึ้นได้

ทั้งนี้ KKPS คาดว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน (โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ต่ำ) มากกว่าที่จะทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกดเงินเฟ้อพื้นฐานให้อยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 1-3% ไปโดยปริยาย

ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน จะยังไม่ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อตอบรับแรงกระแทกจากฝั่งอุปทานเหล่านี้ โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะยังคงนโยบายแบบผ่อนปรนไว้ เนื่องจากไม่มีสัญญาณของผลกระทบที่จะตามมาทีหลัง (second-round effects) ขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มการฟื้นตัวค่อนข้างซบเซา (คาด GDP โตต่ำกว่า 2%)

ทั้งนี้ ท่าทีของผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เอนเอียงไปทางผ่อนคลาย และองค์ประกอบของคณะกรรมการที่เปลี่ยนแปลง ทำให้โอกาสปรับเพิ่มดอกเบี้ยต่ำมาก

Back to top button