
“เอเซียพลัส” ชี้ช่องลงทุน 13 หุ้นเด่น รับสหรัฐพักรบอิหร่าน – ลุ้นครม.ใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจ
บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาดหุ้นฟื้น-น้ำมันดิ่งรับสหรัฐฯ เลื่อนถล่มอิหร่าน แนะเก็งกำไรหุ้นร่วงลึก ชู BGRIM-GPSC-CBG เด่น พร้อมจับตา ครม.ใหม่คลอดนโยบาย Quick Win กระตุ้นเศรษฐกิจ
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่าเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียดชั่วคราว หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 24 มีจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังพูดคุยเพื่อยุติสงคราม และประกาศเลื่อนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 5 วัน แม้ทางการอิหร่านจะออกมายืนยันว่าไม่มีการเจรจาใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่สวนทางกันอย่างรุนแรงและทำให้ตลาดการเงินผันผวนหนัก
อย่างไรก็ตาม อารมณ์ของตลาดที่ผ่อนคลายลงชั่วคราว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ปรับลดลง 10% จนหลุดระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ดิ่งลง 10.2% สู่ระดับ 88.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงตลาดหุ้นเอเชียที่ทยอยฟื้นตัว ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส เตือนให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายแห่งยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ โดยสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่เพิ่มความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยและอาจกลับมากดดันตลาดหุ้นได้ในระยะถัดไป
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทย แม้ตัวเลขคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะมีทิศทางชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากฐานที่สูงและอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว แต่เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่สดใสขึ้นจากการจัดตั้งรัฐบาลที่ราบรื่น โดยล่าสุดรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ข้อสรุปผู้ดำรงตำแหน่งทั้ง 35 ท่านแล้ว คาดว่า ครม. ชุดใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่และประชุมนัดแรกได้ในช่วงต้นถึงกลางเดือนเมษายน 2569 โดยคาดหวังการเร่งผลักดันนโยบายที่เห็นผลทันตา (Quick Win) เพื่อกอบกู้สถานการณ์เศรษฐกิจที่หลายสถาบันชั้นนำคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.8% ในปีนี้ สำหรับนโยบายสำคัญ อาทิ โครงการคนละครึ่ง พลัส (Phase 2), การควบคุมราคาค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย, นโยบายปิดหนี้ไวไปต่อได้ PLUS, บัญชีออมส่วนบุคคล (TISA) และ BOI FAST PASS
ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า จากความกังวลเรื่องสงครามในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในเดือนมีนาคม 2569 ปรับฐานลงแรงถึง -8.6% จากต้นเดือนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงที่รุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 และส่งผลให้มีหุ้นในกลุ่ม SET100 กว่า 46 บริษัท ปรับตัวลดลงมากกว่า -15% ดังนั้น ในจังหวะที่อารมณ์ตลาดผ่อนคลายขึ้น จึงแนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นที่ปรับย่อตัวลงมาลึก โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเด่น ได้แก่
กลุ่มที่ 1 หุ้นอิงต้นทุนแปรตามพลังงาน ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง แนะนำ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA, บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO และ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG
กลุ่มที่ 2 หุ้นอิงการท่องเที่ยว แนะนำ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL และ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT
กลุ่มที่ 3 หุ้นกลุ่มการเงิน แนะนำ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR และ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC
โดยมีหุ้นเด่นประจำวัน ได้แก่ CBG, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE
นอกจากนี้ ในประเด็นการลงทุนต่างประเทศ บล.เอเซีย พลัส แนะนำเก็งกำไรในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศจีน โดยคาดว่ายอดขายในเดือนมีนาคม 2569 จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งกว่า 94% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แตะระดับ 900,000 คัน โดยมีความโดดเด่นที่บริษัท เอ็กซ์เผิง (XPENG) หรือตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR: XPENG03) ที่เตรียมทดลองให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) แบบมีผู้โดยสารจริงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ พร้อมแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่มากกว่า 11 รุ่น

