HTC สู้ศึกต้นทุนพุ่ง เดินเกมยอดขายขวดแก้ว ตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 8.5 พันล้านบาท

HTC ประเมินปี 2569 ยังท้าทาย จากแรงกดดันสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนขนส่ง พลังงาน และบรรจุภัณฑ์สูงขึ้น แต่บริษัทยังเดินหน้าคุมต้นทุนเชิงรุก ขยายการใช้ขวดแก้ว และออกสินค้าใหม่ต่อเนื่อง พร้อมย้ำยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า โดยตั้งเป้ารายได้เติบโต 3-5% แตะ 8,500 ล้านบาท


พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ HTC เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจในปี 2569 ยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภค ต้นทุนวัตถุดิบ และราคาพลังงาน

อย่างไรก็ดี บริษัทมีแนวทางบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยจะให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ติดตามความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก

ขณะเดียวกัน HTC เตรียมเร่งขยายการกระจายสินค้าและเพิ่มยอดขายในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วมากขึ้น เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิตขวดแก้ว และช่วยบรรเทาความผันผวนจากราคาเม็ดพลาสติกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งต่าง ๆ ไม่ลุกลามบานปลาย บริษัทประเมินว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการขายได้ประมาณ 8,500 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 3-5%

สำหรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อผลักดันรายได้ บริษัทจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว 3 รายการ ได้แก่ “แฟนต้า” รสสับปะรด และ “สไปรท์” ชิลล์ รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียมอย่าง “มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้” ซึ่งออกสู่ตลาดตั้งแต่ต้นปี และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค บริษัทเชื่อว่านวัตกรรมสินค้าใหม่เหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคและสร้างความคึกคักให้กับตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ตลอดปี 2569

ผู้บริหาร HTC ยอมรับว่า ปี 2569 จะเป็นอีกปีที่มีความท้าทายสูง จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันโลก อย่างไรก็ดี ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า บริษัทยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากไม่ต้องการผลักภาระไปยังผู้บริโภค และมองว่าการปรับราคาสินค้าอาจกระทบต่อปริมาณการขายในช่วงที่กำลังซื้อยังเปราะบาง หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องปรับราคา ก็จะต้องพิจารณาภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ บริษัทระบุว่า วัตถุดิบบางรายการ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาน้ำมัน ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา อย่างไรก็ดี HTC มองว่าจุดแข็งสำคัญของบริษัทอยู่ที่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบ strategic sourcing ระดับโลก ซึ่งช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองด้านการจัดซื้อวัตถุดิบมากกว่าผู้ประกอบการบางราย และช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนได้ในระดับหนึ่ง

ในด้านการแข่งขัน บริษัทมองว่าตลาดเครื่องดื่มยังมีการแข่งขันรุนแรงตามปกติ ขณะที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น แม้จำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาสแรกยังอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ดี HTC เชื่อว่าแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวของช่องทางร้านสะดวกซื้อ รวมถึงสภาพอากาศร้อน จะเป็นปัจจัยสนับสนุนยอดขายในช่วงต้นปีและต่อเนื่องไปถึงเทศกาลสงกรานต์

สำหรับความเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม แม้ยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้อย่างชัดเจน แต่บริษัทได้ประเมินกรณีเลวร้ายไว้แล้ว โดยเฉพาะต้นทุนด้านการขนส่งและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นเกิน 100 ล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงกว่าคาด อย่างไรก็ดี บริษัทมองว่าสิ่งสำคัญคือการควบคุมต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายภายในองค์กร และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการในตลาด ทั้งด้านการบริการลูกค้าและความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า

ขณะเดียวกัน HTC ยังพิจารณาทางเลือกด้านบรรจุภัณฑ์เพิ่มเติมเพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติก เช่น การเพิ่มการใช้ขวดแก้วมากขึ้น แม้ปัจจุบันสัดส่วนการใช้ขวดแก้วยังไม่ถึง 10% และยังไม่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาต้นทุนระยะสั้นได้ทันที เนื่องจากต้องอาศัยเวลาในการเตรียมความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน แต่บริษัทมองว่าการผลักดันขวดแก้วมีความสำคัญในเชิงความยั่งยืน โดยเฉพาะการส่งเสริมระบบคืนขวดและลดปริมาณขยะพลาสติกในพื้นที่ท่องเที่ยวและหมู่เกาะ

Back to top button