IVF ลุยแพลตฟอร์ม Telemedicine ปรึกษามีบุตรยากผ่าน AI รับเมกะเทรนด์โลก

IVF เปิดตัวแพลตฟอร์ม Inspire IVF Telemedicine Service ผสาน AI เป็นเจ้าแรกในอาเซียน เจาะกลุ่มผู้มีบุตรยากทั่วโลก ชูแผนปี 69-71 รุกขยายตลาดตปท. ดันธุรกิจโตยั่งยืน


บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ IVF ผู้นำศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากแบบครบวงจรระดับพรีเมียมของเอเชีย ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มการดูแลรักษาผู้มีบุตรยากทางไกล “Inspire IVF Telemedicine Service” ซึ่งผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเชื่อมต่อการดูแลผู้ป่วยจากทุกที่ในโลกอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม Fertility Care ในภูมิภาค และตอกย้ำบทบาทของ IVF ในฐานะผู้บุกเบิก Telemedicine IVF แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ยกระดับการรักษาและขยายการเข้าถึงบริการทางการแพทย์สมัยใหม่ในระดับนานาชาติ แพลตฟอร์มดังกล่าวพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Simplicity in Every Step” มุ่งลดความซับซ้อน เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงแพทย์ และยกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากต่างจังหวัดและต่างประเทศที่ต้องการวางแผนล่วงหน้าก่อนเดินทางมายังประเทศไทย

ทั้งนี้ IVF เป็นหนึ่งในศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล โดยเป็นคลินิกเฉพาะทางด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากรายแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) และ ISO 9001 จากสหรัฐอเมริกา ด้านคุณภาพและความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์ IVF รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน TEMOS จากประเทศเยอรมนี สำหรับประเมินคุณภาพบริการด้านการแพทย์ผู้ป่วยนานาชาติ (International Patient Care) สะท้อนถึงความพร้อมของระบบ บุคลากร และมาตรฐานการบริการเทียบเท่าศูนย์การแพทย์ชั้นนำระดับโลก ส่งผลให้ IVF มีอัตราความสำเร็จในการรักษาจุดสูงสุดที่ 70–76% ตามมาตรฐานทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์

นางสาวเกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อินสไปร์ ไอวีเอฟ (IVF) เปิดเผยว่า ภาวะมีบุตรยากกำลังเป็นความท้าทายด้านสุขภาพระดับโลก โดยข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้ประสบปัญหานี้เพิ่มขึ้นกว่า 20% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้ความต้องการบริการรักษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้รับบริการจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดด้านระยะทาง เวลา และการเข้าถึงแพทย์ บริษัทจึงพัฒนาแพลตฟอร์มนี้เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถวางแผน ปรึกษา และติดตามผลได้จากทุกที่ ซึ่ง Telemedicine ไม่ใช่แค่เครื่องมือเทคโนโลยี แต่เป็นการยกระดับการดูแลให้เข้าถึงง่าย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ช่วยให้คู่สมรสปรึกษาแพทย์ ทบทวนผลตรวจก่อนเดินทางเข้าไทย ช่วยประหยัดเวลา ลดการเดินทาง และยังได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน

สำหรับบริการดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์การรักษาผ่าน 4 คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ 1. Real-time Consultation ปรึกษาออนไลน์แบบเรียลไทม์ ครอบคลุมการประเมิน วางแผน และติดตามผล 2. AI Social Chatbot & 24/7 Support ระบบ AI อัจฉริยะช่วยตอบคำถาม แจ้งเตือนนัดหมาย และให้คำแนะนำตลอด 24 ชั่วโมง 3. Multi-language Support รองรับบริการหลายภาษาอย่างไร้รอยต่อ และ 4. High Security Standard ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล การเปิดตัว Telemedicine ครั้งนี้ ยังเป็นการยกระดับประเทศไทยสู่ Medical Hub ด้าน Fertility Care เสริมศักยภาพด้าน Fertility Tourism โดยการลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ภายใต้โครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

นางสาวเกศิณี กล่าวเพิ่มเติมว่า IVF เดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. การขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายตลาด 2. การศึกษาการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ ทั้ง Healthcare และ Non-Healthcare และ 3. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ อาทิ AI และ Robotic Technology สำหรับห้องปฏิบัติการในอนาคต ซึ่งภายใต้แผนธุรกิจระยะกลางปี 2569–2571 ตามโครงการ SET Jump+ บริษัทมั่นใจว่าการลงทุนเทคโนโลยี การยกระดับประสบการณ์ดิจิทัล และการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ จะผลักดันให้ IVF เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนตามแนวคิด ‘Simplicity in Every Step’ (รับชมภาพยนตร์โฆษณา Inspire IVF Telemedicine ได้ที่: https://www.facebook.com/share/v/178nUyU3zU/)

Back to top button