IVF ทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ Global Fertility Platform ชู AI-ขยายฐานดูไบ

IVF ทรานส์ฟอร์มสู่ Global Fertility Platform ชูเทคโนโลยี AI และ Telemedicine ขยายฐานสู่ดูไบดึงลูกค้าต่างชาติ วางเป้ารายได้ปี 2570-2571 โตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี ชูกลยุทธ์ Asset-Light หนุนมาร์จิ้นแตะ 20%


บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ IVF ผู้นำศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากแบบครบวงจรระดับพรีเมียมของเอเชีย ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มโมเดลธุรกิจจากศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก สู่การเป็น “Global Fertility Platform” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อมโยงผู้ป่วยจากทั่วโลกผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และเครือข่ายการรักษาระดับสากล

การพลิกโฉมธุรกิจครั้งนี้ เป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์จากการที่ IVF ได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งมุ่งผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนขยายศักยภาพสู่ธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ทั้งในมิติของผลิตภัณฑ์ บริการ และการเปิดตลาดใหม่ระดับโลก โดยบริษัทมุ่งผสานความล้ำสมัยทางเทคโนโลยี (High-Tech) อย่าง AI และ Digital Health เข้ากับการดูแลเอาใจใส่ (High-Touch) ซึ่งเป็นมาตรฐานการแพทย์ระดับสากล เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันในอุตสาหกรรม และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) แห่งอนาคต

นางสาวเกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IVF เปิดเผยว่า บริษัทกำลังก้าวสู่การเป็น Global Fertility Platform เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของการมีครอบครัวที่สมบูรณ์ในระดับสากล ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ป่วยจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน ด้วยการนำเทคโนโลยี AI และ Telemedicine มาใช้เพื่อให้การรักษามีมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าคนไข้จะอยู่ที่ใด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนเกมธุรกิจจากการแข่งขันในระดับคลินิก ไปสู่การเป็นผู้เล่นในระดับสากลที่พร้อมออกแบบอนาคตและชีวิตใหม่ให้กับทุกครอบครัวทั่วโลกอย่างแท้จริง

สำหรับจุดแข็งที่ทำให้ IVF โดดเด่นเหนือคู่แข่ง คือการเป็นรายแรกในภูมิภาคอาเซียนที่เปิดตัวแพลตฟอร์ม Telemedicine IVF อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยทลายข้อจำกัดด้านพรมแดนให้กับผู้ป่วยชาวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานระดับโลกที่ได้รับการรับรองจากองค์กรสากลอย่าง AACI จากสหรัฐอเมริกา, TEMOS จากเยอรมนี และมาตรฐาน ISO 9001 โดยมีเครื่องยืนยันคุณภาพคืออัตราความสำเร็จในการรักษา (Success Rate) ที่สูงถึง 70-76% ซึ่งอยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับสถาบันชั้นนำระดับสากล และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุด IVF ได้ขยายตลาดไปสู่มหานครดูไบ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงผู้รับบริการจากทั่วโลก โดยบริษัทได้รับอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้จัดตั้งศูนย์บริการในเขต Dubai Airport Freezone (DAFZ) ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีเชิงยุทธศาสตร์ของโลก การขยายตัวในครั้งนี้ใช้โมเดลธุรกิจแบบ Asset-Light ที่ช่วยลดภาระการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร แต่เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงตลาด โดยดูไบจะทำหน้าที่เป็น Strategic Global Hub เชื่อมต่อกลุ่มผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อสูงจากตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา เพื่อส่งต่อมารับการรักษาในประเทศไทย ซึ่งจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการดึงเงินตราต่างประเทศและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

นางสาวเกศิณี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรม บริษัทได้นำเทคโนโลยี AI-Assisted Embryo Selection มาใช้เพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกตัวอ่อนและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการแพทย์ แต่ยังช่วยลดจำนวนรอบในการรักษาของผู้ป่วยลงได้ นอกจากนี้ การใช้แพลตฟอร์ม Telemedicine IVF ยังช่วยให้ผู้รับบริการสามารถวางแผนการรักษาล่วงหน้าจากประเทศต้นทางได้ทันที รวมถึงมีการศึกษาการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Service Robot) มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้ารับบริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทยังได้วางรากฐานการเติบโตผ่านกลยุทธ์ X-PANSE Framework ซึ่งประกอบด้วย 4 แกนหลัก ได้แก่ X-Tech เน้นการใช้นวัตกรรม AI ขั้นสูง, X-Health ขยายการดูแลไปสู่สุขภาพองค์รวมและเวชศาสตร์ป้องกัน, X-Tourism พัฒนาระบบนิเวศรองรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แบบไร้รอยต่อ และ X-Capital มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์รวมถึงการควบรวมกิจการ (M&A) โดยเป้าหมายหลักคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้จากการรับบริการรายครั้ง (Per Case) ไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนจากระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง

ด้านความแข็งแกร่งทางการเงิน IVF ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ในช่วงปี 2570-2571 โดยคาดหวังอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ไว้ที่ร้อยละ 20 ทั้งนี้ การลงทุนเชิงรุกในเทคโนโลยีและระบบแพลตฟอร์มจะช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบ Scalable Platform Model ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรเติบโตได้ดีขึ้น จากการลดต้นทุนต่อรอบการรักษาและเพิ่มอัตราการใช้บริการ โดยไม่ต้องลงทุนขยายสาขาทางกายภาพเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนมูลค่าของบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

นางสาวเกศิณี กล่าวสรุปว่า บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้หลัก ESG โดยมีแผนเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระเป็นร้อยละ 50 และมุ่งมั่นที่จะเข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน (CAC) เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกระดับระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้อยู่ในระดับสูงสุด เพราะบริษัทเชื่อว่าอนาคตของธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่เพียงการรักษาทางการแพทย์ แต่คือการออกแบบชีวิตและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างครอบครัวให้กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างยั่งยืนและมีจริยธรรม

Back to top button