
“กรภัทร” ชี้ตลาดผิดหวังถ้อยแถลง “ทรัมป์” กดหุ้นผันผวน แนะจัดพอร์ต Barbell ชูพลังงานเด่น
“กรภัทร วรเชษฐ์” ชี้ตลาดผิดหวังถ้อยแถลง “ทรัมป์” หลังสัญญาณเจรจายังไม่ชัด เสี่ยงสงครามยืดอีก 2-3 สัปดาห์ กดดันสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น แนะพอร์ต Barbell รับมือความไม่แน่นอนและราคาน้ำมันสูง โดยเน้นหุ้นพลังงาน โรงกลั่น ปิโตรเคมี ควบคู่ทยอยสะสมโรงไฟฟ้า ท่องเที่ยว ICT และนิคมอุตสาหกรรมในจังหวะอ่อนตัว
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันที่ 2 เม.ย. 2569 ว่า ตลาดการเงินทั่วโลกตอบสนองเชิงลบต่อถ้อยแถลงล่าสุดของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เนื่องจากก่อนหน้านี้นักลงทุนคาดหวังว่าจะเห็นสัญญาณที่นำไปสู่การเจรจาและการยุติสงครามอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทยอยอ่อนตัวลงต่อเนื่องในช่วง 2 วันก่อนหน้า
อย่างไรก็ดีเนื้อหาที่ประกาศออกมากลับสะท้อนว่า หากการเจรจาโดยรวมยังไม่เกิดขึ้น สถานการณ์อาจยืดเยื้อออกไปอีก 2-3 สัปดาห์ และยังมีการเน้นประเด็นปฏิบัติการต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันกลับมาดีดตัว และทำให้ตลาดหุ้นต้องเผชิญกับความผันผวนต่อไปในระยะสั้น
KSS ระบุว่า แม้ตลาดจะผิดหวังกับน้ำเสียงดังกล่าว แต่หากพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ ยังประเมินภาพรวมเป็นลักษณะการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังคงสมมติฐานหลักว่าสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะทยอยดีขึ้น และสงครามมีโอกาสยุติได้ภายในสิ้นเดือนเมษายน 2569 เพียงแต่ระหว่างทางความผันผวนจะยังไม่หมดไป
อีกทั้งสหรัฐฯแสดงท่าทีว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากตะวันออกกลาง เนื่องจากตนเองและพันธมิตร (เช่น เวนเซุเอลา) มีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว ในขณะที่สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดเปราะบางสำคัญสำหรับประเทศต่างที่นำเข้าน้ำมันตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตามมีข้อมูลว่า ไทยเป็นหนึ่งใน 7 ชาติ (และ 1 ใน 2 ชาติในอาเซียนร่วมกับมาเลเซีย) ที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งส่งผลให้ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรอง (Feedstock) เพียงพอไปจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ปัจจัยนี้ทำให้เริ่มมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาซื้อหุ้นในตลาดไทย
สำหรับกรอบดัชนีตลาดหุ้นไทยระยะสั้น KSS ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,460-1,450 จุด และแนวต้านที่ 1,484 จุด โดยมองว่าการลงทุนระยะสั้นยังเหมาะกับหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหลัก ขณะที่นักลงทุนระยะกลางถึงยาวสามารถใช้จังหวะการย่อตัวของหุ้นในกลุ่มที่ถูกกดดันจากสงครามเป็นโอกาสในการสะสม
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน KSS แนะนำให้จัดพอร์ตแบบ “Barbell Portfolio” โดยแบ่งน้ำหนักการลงทุนออกเป็น 2 ฝั่ง ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ เช่น หุ้นในกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่าจะยังมีแรงหนุนต่อเนื่องอย่างน้อยอีก 1 ไตรมาส
ขณะเดียวกันอีกฝั่งหนึ่งควรทยอยสะสมหุ้นที่เสียประโยชน์ได้รับแรงกดดันจากภาวะสงครามและราคาน้ำมันสูง แต่ยังมีคุณภาพกำไรและแนวโน้มเติบโตระยะกลางถึงยาวที่ดี ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า ท่องเที่ยว โรงแรม ICT และนิคมอุตสาหกรรม เมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลง
นอกจากนี้ยังมองว่าหากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเห็นเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามามากขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากรอบการทบทวนดัชนี MSCI ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งมีโอกาสที่หุ้นไทยบางตัวจะผ่านเกณฑ์เข้าคำนวณดัชนี ขณะเดียวกันตลาดหุ้นไทยยังซื้อขายในระดับมูลค่าที่มีส่วนลดเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ จึงอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ไทยกลับมาโดดเด่นได้ หากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย
ทั้งนี้ KSS มองว่าระดับราคาน้ำมันดิบในกรอบ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับที่เหมาะสมต่อบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทย เนื่องจากยังเอื้อต่อผลประกอบการของกลุ่มพลังงาน ขณะที่ภาคธุรกิจโดยรวมยังสามารถปรับตัวรองรับต้นทุนได้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายตามคาด ราคาน้ำมันมีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลงในช่วงที่เหลือของปี แต่ไม่น่าจะปรับลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกและการขนส่งพลังงานยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว

