
กสทช.ร้อน! ถกอำนาจเลือกอนุกรรมการกฎหมาย ค้านประธานปรับระบบ หลังใช้วิธีเดิมมากกว่า 15 ปี
ที่ประชุม กสทช. ถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน หลังประธาน กสทช. เสนอปรับกระบวนการคัดเลือกอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กรรมการบางท่านค้าน ชี้เป็นอำนาจของคณะกรรมการโดยตรงตามกฎหมาย ไม่ใช่ของประธานหรือสำนักงาน
แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกิดการอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนอีกครั้ง หลังจากที่ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีข้อสั่งการนำไปสู่การบรรจุระเบียบวาระเรื่องการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ กสทช. โดยต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบและวิธีการได้มาซึ่งอนุกรรมการ จากระบบที่เปิดให้กรรมการ กสทช. ทุกคนเสนอชื่อ มาสู่ระบบที่ให้สำนักงาน กสทช. เป็นผู้เสนอรายชื่อและให้กรรมการ กสทช. เป็นผู้คัดเลือก
ทั้งนี้ ระบบเดิมที่ให้กรรมการ กสทช. แต่ละคนเสนอชื่อนั้น ใช้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่บอร์ด กสทช. ชุดแรก (พ.ศ. 2554–2565) จนถึงบอร์ดชุดปัจจุบัน โดยคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายฯ ชุดล่าสุดที่หมดวาระลงตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ประกอบด้วยนักกฎหมายอาวุโสหลายท่าน อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธานอนุกรรมการ ศาสตราจารย์พิเศษเข็มชัย ชุติวงศ์ ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ศาสตราจารย์ ดร.จตุรนต์ ถิระวัฒน์ รวมถึงพลเอกเชิดชัย อังศุสิงห์ พลตำรวจตรีปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ พันตำรวจเอก ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา นายวีรพล ปานะบุตร นายเพิ่มสิน วิชิตนาค และนายจิตรนรา นวรัตน์
ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 11/2569 เมื่อวันพุธที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้เสนอวาระปรับเปลี่ยนแนวทางดังกล่าว โดยบันทึกข้อสั่งการของประธาน กสทช. ระบุว่า “เนื่องด้วยคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ กสทช. มีความสำคัญยิ่งต่อการพิจารณาและตัดสินใจของ กสทช. ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย อนุกรรมการฯ แต่ละท่าน ควรเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเป็นกลาง และสามารถใช้ดุลพินิจและให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง แม่นยำ ปราศจากอคติ และเป็นที่ยอมรับของ กสทช. ทุกท่าน จึงเห็นควรเสนอเรื่องต่อที่ประชุม กสทช. เพื่อพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ จากรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายอย่างแท้จริง ที่มิได้เป็นการเสนอชื่อในลักษณะโควต้าของ กสทช. แต่ละท่าน”
แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เผยว่า ข้อสั่งการดังกล่าวนำไปสู่การอภิปรายอย่างกว้างขวางในที่ประชุม โดยกรรมการ กสทช. บางท่านแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตั้งข้อสังเกตถึงอนุกรรมการชุดเดิม เนื่องจากเห็นว่าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อแต่ละท่านล้วนมีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากตำแหน่งสำคัญมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ ยังมีการหยิบยกประเด็นข้อกฎหมายว่า การแต่งตั้งอนุกรรมการชุดต่าง ๆ เป็นอำนาจของคณะกรรมการ กสทช. โดยตรงตามที่กฎหมายบัญญัติ มิใช่อำนาจของประธานหรือสำนักงาน กสทช. แต่อย่างใด
แหล่งข่าวรายเดียวกันระบุด้วยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าวในที่ประชุมว่า ระบบเดิมทำให้เกิดการ “ยื้อไปยื้อมา” จึงต้องการให้เปลี่ยนวิธีการ ขณะที่กรรมการ กสทช. คนอื่นมองว่า คณะอนุกรรมการชุดล่าสุดมีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ และปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระอยู่แล้ว
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้ง กสทช. ใน พ.ศ. 2554 คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายฯ มีบทบาทสำคัญในการเสนอความเห็นด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ครอบคลุมกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่ กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และวิทยุคมนาคม รวมถึงการจัดทำข้อเสนอแนะในการปรับปรุงระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง โดยนำเสนอต่อที่ประชุม กสทช. เพื่อพิจารณาต่อไป
สำหรับบทบาทที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการฯ มีข้อวินิจฉัยสำคัญหลายกรณี อาทิ กรณีที่เอกชนรายหนึ่งยื่นคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ มีมติว่าการคัดค้านดังกล่าวไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ส่งผลให้ กสทช. พิรงรองสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว มี นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา รวมอยู่ด้วย โดย นพ.ประวิทย์ เป็นอดีตกรรมการ กสทช. และเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของประธาน กสทช. ตั้งแต่ปี 2565 ก่อนจะพ้นตำแหน่งในปี 2566 และปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของ กสทช. พิรงรอง
แหล่งข่าวรายเดียวกันยังระบุด้วยว่า ในการประชุมครั้งเดียวกัน มีการตั้งข้อสังเกตถึงวาระอื่น ๆ ที่ยังค้างการพิจารณา อาทิ กระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ซึ่งปัจจุบันยังคงมีผู้รักษาการในตำแหน่งมานานกว่า 5 ปี และเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างสำนักงาน กสทช. ที่รวมกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเข้าด้วยกัน

