SIRI ยอดขายไตรมาส 1 ทะลุ 1.33 หมื่นล. ลุยเปิด 7 โครงการใหม่ ดันทั้งปีแตะเป้า 4.8 หมื่นล.

SIRI โชว์ฟอร์มแกร่ง ยอดขายไตรมาส 1/69 ทะลุ 1.33 หมื่นล้านบาท ตุนแบ็กล็อก 2.4 หมื่นล้าน พร้อมเดินหน้าไตรมาส 2 เปิด 7 โครงการใหม่ 1.59 หมื่นล้าน ย้ำเป้าทั้งปี 4.8 หมื่นล้าน ชูปันผลสูง 9-10%


นายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทย เปิดเผยว่า แม้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญกับปัจจัยกดดันจากเกณฑ์สินเชื่อและปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่ SIRI ยังคงสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยมียอดขายในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2569 อยู่ที่ 13,300 ล้านบาท คิดเป็น 28% ของเป้าหมายทั้งปี ซึ่งทะลุเป้าตามแผนที่วางไว้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์และคุณภาพโครงการ ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือด

นอกจากนี้ ยอดขายดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนจากการตอบรับที่ดีในกลุ่มความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และกลุ่มนักลงทุนในโครงการเปิดใหม่ อาทิ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา, เลิฟ เจริญนคร, นาราสิริ บรมราชชนนี รวมถึงความสำเร็จจากการเข้าร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโดที่สามารถสร้างยอดขายทะลุเป้า 2,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน ปัจจุบัน SIRI มียอดขายรอโอน (Backlog) สูงกว่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถรับรู้เป็นรายได้ภายในปีนี้ถึงประมาณ 50%

เมื่อวิเคราะห์ในรายละเอียดพบว่า โครงการคอนโดมิเนียมได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม ขณะที่โครงการแนวราบกลุ่มพรีเมียมสามารถทำยอดขายได้ดีแม้จะเผชิญการแข่งขันสูง โดย SIRI ยังคงครองความเป็นผู้นำในกลุ่มลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรี โดยเฉพาะแบรนด์นาราสิริ อย่างโครงการ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา และ นาราสิริ บรมราชชนนี ที่สามารถปิดการขายเฟสแรกได้ทันทีในรอบพรีเซล โดยกวาดยอดขายรวมไปกว่า 1,500 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์และคุณภาพโครงการที่เป็นสินทรัพย์ทรงคุณค่าในระยะยาว

ความสำเร็จของบริษัทยังมาจากทำเลศักยภาพ (Strategic Location) ทั้งในจังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น รวมถึงตลาดฝั่ง EEC โซนภาคตะวันออก อาทิ พัทยา และบางแสน โดยทำเลที่โดดเด่นมากคือภูเก็ต ซึ่งเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากเรียลดีมานด์และกลุ่มนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทน (Yield) ระดับสูง มีไฮไลต์สำคัญอย่างโครงการคอนโดมิเนียม รีอา บาย แสนสิริ ใกล้หาดสุรินทร์ ที่มียอดขายต่อเนื่องกว่า 80% ส่วนโครงการแนวราบ สราญสิริ เกาะแก้ว รีทรีต มีสัดส่วนกลุ่มนักลงทุนสูงถึง 90% เพื่อปล่อยเช่าให้ครอบครัวนักเรียนนานาชาติ ขณะที่โครงการ อณาสิริ ป่าคลอก ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติทั้งจีน รัสเซีย และนิวซีแลนด์

ทางด้านจังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทาง (Top Destination) ของกลุ่ม Digital Nomad ระดับโลก ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการ อณาสิริ พายัพ สามารถปิดการขายไปแล้วกว่า 90% และโครงการ เศรษฐสิริ รวมโชค ได้เข้ามารองรับกลุ่มครอบครัว Expat และนักลงทุนในโซนย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) แห่งใหม่ของเชียงใหม่ นอกจากนี้ แบรนด์ใหม่อย่าง เลิฟ เจริญนคร สามารถทำยอดขายไปแล้วกว่า 1,500 ล้านบาทในช่วงพรีเซล รวมไปถึงแบรนด์ อณาสิริ ที่ได้มีการปรับโฉมแบรนด์ (Brand Refresh) เพื่อให้ตอบโจทย์บ้านหลังแรกของคนรุ่นใหม่ ก็สามารถกวาดยอดขาย 2 โครงการใหม่ ได้แก่ อณาสิริ พระราม 5-สิรินธร และ อณาสิริ ศรีนครินทร์-แพรกษา 2 ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนแบรนด์ เศรษฐสิริ มียอดขายที่ดีในทำเลศักยภาพอย่าง ดอนเมือง, บางนา, ราชพฤกษ์ และรามอินทรา

สำหรับแผนงานในไตรมาส 2 SIRI วางแผนเปิดตัว 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 15,900 ล้านบาท เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ในแต่ละเซ็กเมนต์ แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 3 โครงการ ได้แก่ เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ บ้านเดี่ยวดีไซน์ใหม่โซนวัชรพล-รามอินทรา บนที่ดิน 100 ตารางวาขึ้นไป, เมเบิล ประชาอุทิศ 90 แบรนด์บ้านเดี่ยวใหม่ล่าสุด ราคาเริ่มต้น 5 ล้านบาท และ บูก้าน วอยย์ กรุงเทพกรีฑา โครงการระดับ Sansiri Luxury Collection ที่มีกระแสตอบรับดีแม้ยังไม่เปิดโครงการ

ในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียม เตรียมส่ง 4 โครงการระดับไอคอนิก ได้แก่ เอ็กซ์ที เทน เอกมัย, เวีย 34, เวย์ พระราม 9 และ ดีคอนโด วีเต เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในทุกเซ็กเมนต์และทุกระดับราคา นอกจากนี้ ยังมีคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ที่จะเปิดตัวในไตรมาส 2 อีกจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ เวีย 61, เดอะ เบส เชิงทะเล และ เดอะ เบส ศรีจันทร์-ขอนแก่น

นายวิชาญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางความผันผวนของราคาต้นทุนการก่อสร้าง SIRI ได้ใช้ความเชี่ยวชาญและกลยุทธ์ Speed to Market ในการล็อกราคาวัสดุก่อสร้างที่สำคัญล่วงหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการเปิดโครงการใหม่ แม้จะมีปัจจัยภายนอกอย่างราคาพลังงานโลกที่เป็นต้นทุนหลักในการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทมั่นใจว่าต้นทุนการดำเนินงานรวมในช่วง 4-6 เดือนข้างหน้าจะยังคงอยู่ในกรอบที่สามารถควบคุมได้

ทั้งนี้ ในปี 2569 SIRI ได้ประกาศแผนธุรกิจเดินหน้าเปิด 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยมีที่ดินรองรับไว้แล้ว 100% พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 48,000 ล้านบาท และเป้าหมายยอดโอนที่ 39,000 ล้านบาท ด้วยจุดเด่นที่เหนือกว่าในด้านคุณภาพโครงการ การออกแบบ บริการหลังการขาย และความไวในการจับเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้บริษัทสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงถึง 9-10% ซึ่งถือเป็นปัจจัยดึงดูดที่สำคัญสำหรับนักลงทุน

Back to top button