CGSI คงน้ำหนักลงทุน “หุ้นแบงก์” ชู SCB-KBANK เด่นรับปันผลสูง

CGSI ประเมินแนวโน้มกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 คาดการณ์คุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่งจากการเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก พร้อมมองว่าหุ้นกลุ่มธนาคารยังมีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง จึงแนะนำคงน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร ยกให้ SCB และ KBANK เป็นหุ้นเด่น


บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยว่า ทิศทางคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคารจะยังคงแข็งแกร่งในไตรมาส 2ซึ่งเป็นผลจากการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกของธนาคารต่างๆ นอกจากนี้ ยังพบว่าอัตราการเกิดหนี้เสีย (NPL) ใหม่ในไตรมาส 1 ปี 2569 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์ทรงตัว อีกทั้งมองว่ากลุ่มธนาคารอาจไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มากนัก เนื่องจากเป็นยอดการใช้จ่ายที่ค่อนข้างต่ำ

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา ดัชนีกลุ่มธนาคาร (SETBANK) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.4% ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) บวกเพิ่มขึ้น 25.6% จากช่วงสิ้นปี 2568 โดยการที่ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวสูงขึ้นนั้น สะท้อนถึงการบริหารเงินทุนที่มีประสิทธิภาพและอัตราการจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าปัจจุบันกลุ่มธนาคารมีการประเมินมูลค่าที่ค่อนข้างแพง โดยมีค่า P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนอยู่ที่ 0.78 เท่า ซึ่งคิดเป็นระดับ +2SD จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ระดับ 0.66 เท่า ประกอบกับประมาณการกำไรในช่วงปี 2569-2571 ยังคงมีอัปไซด์ที่จำกัด

 

อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คาดว่าจะอยู่ในระดับ 6.3-6.5% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571 ยังคงมีความน่าสนใจ จึงแนะนำให้ “คงน้ำหนักการลงทุน” (Neutral) โดยเลือก บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากทั้งสองธนาคารมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) ในระดับสูง ซึ่งคิดเป็น 18-19% ของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปี 2568 และคาดการณ์ว่า SCB และ KBANK จะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าดึงดูดใจถึง 7.4-7.6% ในปี 2569 ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าธนาคารที่เป็นผู้นำในธุรกิจ Wealth จะมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงกว่าในระยะยาว (5 ปี)

สำหรับความเสี่ยงด้านต่ำ (Downside risks) อาจเกิดขึ้นหากตัวเลข NPL ปรับตัวเพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงด้านบวก (Upside risk) จะมาจากปัจจัยการลดต้นทุนผ่านการปรับลดจำนวนพนักงาน รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ที่แข็งแกร่ง และภาคการส่งออกที่อาจเติบโตได้ดีจากประเด็นความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์

Back to top button