TWZ แจงยิบงบปี 68! ขาดทุน 639 ล้านบาท โละสต็อกรีเซ็ตธุรกิจ – ตั้งด้อยค่าสินทรัพย์

TWZ แจงงบการเงินปี 68 ยอมหั่นราคาขายล้างสต็อกมือถือ รับผลขาดทุน 639 ลบ. หวังได้เงินสดหมุนเวียนและซื้อที่ดิน พร้อมตั้งด้อยค่าลูกหนี้และสินทรัพย์โรงไฟฟ้า-EV-กัญชง ปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งใหญ่


นายพุทธชาติ รังคสิริ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TWZ เปิดเผยถึงการชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมในงบการเงินประจำปี 2568 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนใน 5 ประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก ผลขาดทุนขั้นต้น 639 ล้านบาท จากสัญญาซื้อขายแบบเหมาจำนวน 6 ราย TWZ ได้นำสินค้าคงเหลือขายให้แก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ในราคาทุน 2,130 ล้านบาท และราคาต่ำกว่าทุน 1,491 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายบริหารมองว่าเป็นกลยุทธ์เอาตัวรอดและยอมขาดทุนเพื่อรีเซ็ตธุรกิจใหม่ โดยมีเหตุผลหลัก 2 ประการ ได้แก่ 1. การปรับเชิงกลยุทธ์ธุรกิจ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โทรศัพท์มือถือตกรุ่นเร็วและราคาลดลงกว่าร้อยละ 50 หากปล่อยค้างสต็อกนาน ประกอบกับการแข่งขันที่สูงขึ้นและยอดขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทจึงต้องขายเหมาเพื่อระบายสต็อกเปลี่ยนเป็นเงินสด และปรับไปใช้การรับจองสินค้าแทน 2. ความจำเป็นในการใช้เงินทุน เพื่อนำไปวางมัดจำซื้อที่ดินมูลค่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งได้ราคาต่ำกว่าราคาประเมินราว 200 ล้านบาท โดยผู้ขายรับผิดชอบค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ คณะกรรมการมองว่าการตัดสินใจดังกล่าวสมเหตุสมผล เพื่อลดความเสี่ยงและนำเงินไปต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ประเด็นที่สอง ผลขาดทุนจากการด้อยค่าตามมาตรฐานบัญชี TFRS9 จากรายการลูกหนี้การค้า 1,013.26 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทมีลูกหนี้การค้า 3,187.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 91 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 1,013.26 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จำนวน 1,011.50 ล้านบาท เกิดจากลูกหนี้ 2 รายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและไม่ใช่ลูกหนี้จากการขายเหมา เนื่องจากลูกหนี้ประสบปัญหายอดขายลดลงและไม่สามารถชำระหนี้ได้ บริษัทจึงได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีแพ่งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเรียกเก็บเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 และค่าฤชาธรรมเนียม โดยหลังจากนี้จะเข้มงวดในการคัดเลือกลูกค้าและเน้นการขายเงินสดมากขึ้น

ประเด็นที่สาม ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์โครงการโรงไฟฟ้าระบบพลาสม่า การด้อยค่าดังกล่าวแบ่งเป็น 1. ด้อยค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่น 447 ล้านบาท จากสัญญารับซื้อวัตถุดิบและสัญญาขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เนื่องจากผู้ผลิตเครื่องจักรไม่สามารถส่งมอบได้และยังไม่ได้รับการตอบรับการขยายเวลาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) 2. ด้อยค่าความนิยม 26.19 ล้านบาท จากการประเมินมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนลดลง 3. ด้อยค่าที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ 85.59 ล้านบาท และ 4. ด้อยค่าสินค้าโครงการขยะ 77.20 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีโครงการรองรับและมูลค่าขายต่ำกว่าทุน สาเหตุหลักเกิดจากผลกระทบของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาขายหุ้นส่วนนี้คืนให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม

ประเด็นที่สี่ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนบริษัทย่อยและบริษัทร่วม 74.27 ล้านบาท

เกิดขึ้นจากการลงทุนใน บริษัท แอดวานซ์ โมบิลิตี จำกัด เพื่อทำธุรกิจรถยนต์ EV สำหรับให้บริการรถแท็กซี่และรถ VIP แต่ประสบปัญหาการแข่งขันด้านราคาจากการประมูล และติดปัญหาข้อผูกพันการนำเข้ารถยนต์ ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างรายได้ตามแผนที่วางไว้ จึงต้องตั้งด้อยค่าเงินลงทุนจำนวน 74.27 ล้านบาท และระงับการชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลือ 150 ล้านบาท โดยเตรียมเจรจาขายหุ้นคืนให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมเช่นกัน

ประเด็นที่ห้า ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินให้กู้ยืม 20 ล้านบาท

เป็นการตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าเงินให้กู้ยืมแก่โครงการร่วมทุนกับ บริษัท เอเอ ไบโอ จำกัด (AABIO) สำหรับธุรกิจปลูกพืชและสกัดกัญชง แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและควบคุมการเบิกจ่ายผ่านบัญชี Escrow อย่างรัดกุม แต่ปัจจุบันโครงการติดปัญหาด้านกฎหมายทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจการตามแผนได้ บริษัทจึงตั้งด้อยค่าทั้งจำนวนเพื่อหลักธรรมาภิบาล โดยหากในอนาคตกฎหมายมีความชัดเจนอาจพิจารณาดำเนินการต่อ หรือหากไม่ได้รับเงินคืนตามสัญญาจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ทันที

Back to top button