
KKP กวาดกำไรไตรมาส 1 โต 84% แตะ 1.95 พันลบ. รับรายได้ค่าฟี-ขาดทุนรถยึดลด
KKP โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 แตะ 1,955 ล้านบาท พุ่งขึ้น 84.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับอานิสงส์รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยโตเด่น 64.7% ขาดทุนรถยึดลดลง พร้อมคุม NPL อยู่ที่ระดับ 4.1%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/69 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวมจำนวน 1,955 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึงร้อยละ 84.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 1,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโต เกิดจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานในส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย การปรับลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึด และการปรับลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการกระจายรายได้ในระดับที่ดี รวมถึงสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 1/2569 มีจำนวน 2,483 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีที่ร้อยละ 64.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้จากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน และรายได้ค่านายหน้าขายประกัน นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนตามภาวะตลาด และรายได้จากเงินปันผล
ขณะเดียวกัน รายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ ปรับเพิ่มขึ้น โดยหลักเกิดจากเงินสมทบจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ในส่วนของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร ยังคงรั้งตำแหน่งส่วนแบ่งตลาดในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อันดับที่ 1 อย่างต่อเนื่อง โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 18.64 สอดคล้องกับมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 52.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยดังกล่าว สามารถช่วยชดเชยผลกระทบจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งในไตรมาส 1/2569 มีจำนวน 4,216 ล้านบาท ปรับลดลงร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (และลดลงเล็กน้อยร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) โดยเป็นผลจากการชะลอตัวของสินเชื่อตามกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อประเภทที่มีคุณภาพสูง และการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 30.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 1/2569 ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
ทางด้านปริมาณสินเชื่อโดยรวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 นับตั้งแต่ต้นปี ตามมาตรการการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวังไปในกลุ่มที่มีผลตอบแทนเหมาะสมและมีคุณภาพสูง ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดีต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (NPL) ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.1 ขณะที่ผลขาดทุนจากการขายรถยึดปรับลดลงตามสถานการณ์รถยึดที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายไตรมาส KKP เริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวลดลงเล็กน้อยของราคารถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดย KKP จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป
ทั้งนี้ KKP ยังคงดำเนินการอย่างระมัดระวังในการพิจารณาตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม โดยมีการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 1/2569 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 961 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้ได้รวมการพิจารณาตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพิ่มเติม เพื่อเป็นการรองรับความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งรวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและอาจมีผลต่อคุณภาพสินเชื่อในระยะต่อไป

