
“เอเซียพลัส” ชี้กำไร KKP ไตรมาส 1 โตเกินคาด 23% แนะทยอยสะสม เป้า 79 บาท
บล.เอเซีย พลัส เผยกำไรไตรมาส 1/69 ของ KKP พุ่งแตะ 1.95 พันล้านบาท โต 84% ดีกว่าตลาดคาด 23% รับอานิสงส์คุมค่าใช้จ่าย-ขาดทุนรถยึดลดลง ชี้ NPL ลดเหลือ 4.3% แนะทยอยสะสม เคาะเป้า 79 บาท
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินผลการดำเนินงานของ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP โดยระบุว่า ธนาคารมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1.95 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 84 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ร้อยละ 5.7 และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ถึงร้อยละ 23
โดยปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตของกำไรมาจากกำไรก่อนตั้งสำรอง (PPOP) ที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ เนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการตั้งสำรองเพิ่มเติมเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต (Management Overlay) ทำให้ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (Downside) ต่อต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ในช่วงที่เหลือของปี
ด้านปริมาณสินเชื่อของ KKP ขยายตัวร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (แต่ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ ขณะที่รายได้รวมเป็นไปตามคาดการณ์ โดยมีการขยายตัวจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ซึ่งอยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 65 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ในตลาดทุนทั้งในส่วนของค่าธรรมเนียมและเงินปันผลรับ
ส่วนนี้ได้เข้ามาช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่ทำได้ราว 4.2 พันล้านบาท ซึ่งลดลงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามทิศทางสินเชื่อและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ระดับร้อยละ 3.7 โดย NIM ปรับตัวลดลง 0.10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 0.20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อ (Yield on loan) เป็นหลัก
ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) อยู่ที่ราว 3.3 พันล้านบาท ซึ่งทำได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ร้อยละ 6 โดยลดลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงมาอยู่ที่ 331 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 52 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงเกิดจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ Credit Cost อยู่ที่ระดับร้อยละ 1.1 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.8 ในงวดก่อนหน้า (ไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.2) ส่วนคุณภาพสินทรัพย์นั้นสามารถควบคุมได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ร้อยละ 4.3 ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่มองไว้ว่าจะทรงตัวจากสิ้นงวดก่อนหน้าที่ระดับร้อยละ 4.4 ขณะที่การเพิ่มระดับ Management Overlay ได้ช่วยหนุนอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 138 เทียบกับร้อยละ 133 ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/2569
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่า กำไรสุทธิในงวดไตรมาส 1/2569 ของ KKP คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของประมาณการทั้งปีที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ที่ 6 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) และของ BB Consensus ทำให้ประเมินว่าความเสี่ยงขาลงต่อประมาณการทั้งปีมีแนวโน้มจำกัด แม้ว่าในระยะข้างหน้ากลุ่มลูกหนี้อาจมีแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น (Cost push inflation) ก็ตาม โดย KKP มีกำหนดจัดประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) ในวันที่ 22 เมษายน 2569
สำหรับคำแนะนำการลงทุน แม้ว่าราคาหุ้นปัจจุบันจะสะท้อนมูลค่าเหมาะสม (Fair Value) ที่ 79 บาทแล้ว (อิง PBV ที่ 1 เท่า) แต่ฝ่ายวิจัยมองว่านักลงทุนสามารถเก็งกำไร (Trading) ระยะสั้นได้ จากผลกำไรที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด และการขยับขึ้นของ Coverage Ratio เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต อีกทั้งยังแนะนำให้สามารถทยอยเข้าสะสมได้อีกครั้งหลังจากที่ราคาหุ้นมีการปรับฐานในช่วงขึ้นเครื่องหมาย XD
