เปิดโผ 21 หุ้นพุ่งแรงรอบ 5 ปี! “THAI-KTB-ADVANC” นำทัพบิ๊กแคปโกยรีเทิร์นเท่าตัว

เปิดสถิติราคาหุ้นกลุ่ม SET ย้อนหลัง 5 ปี (21 เม.ย. 64-69) พบหุ้นบิ๊กแคปและหุ้นเด่นทะยานพุ่ง นำโดย THAI บวกกระฉูดกว่า 207% ตามมาด้วย KTB ที่พุ่งแรง 182% ขณะที่ ADVANC และ TTB ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเฉียด 100%


“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยเทียบเคียงราคาปิด ณ วันที่ 21 เมษายน 2569 กับวันที่ 21 เมษายน 2564 พบว่ามีหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ (Big Cap) และหลักทรัพย์ที่มีความน่าสนใจเชิงพื้นฐานหลายบริษัท ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นและให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับหลักทรัพย์ที่น่าสนใจและมีอัตราการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของตาราง คือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI โดยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 207.69% หรือเพิ่มขึ้น 4.32 บาท มาอยู่ที่ระดับ 6.40 บาท จากเดิมเมื่อ 5 ปีก่อนที่ทรงตัวอยู่ในระดับ 2.08 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกและทิศทางการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รองลงมาคือ บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ JTS ซึ่งเป็นหุ้นที่อยู่ในกระแสความสนใจของนักลงทุน โดยราคาหุ้นทะยานขึ้นถึง 199.72% หรือเพิ่มขึ้น 35.15 บาท มาอยู่ที่ระดับ 52.75 บาท จากระดับ 17.60 บาท

ขณะเดียวกัน หลักทรัพย์ขนาดใหญ่ (Big Cap) ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็แสดงความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน นำโดย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ราคาหุ้นปรับตัวพุ่งขึ้น 182.33% หรือเพิ่มขึ้น 21.15 บาท มาปิดที่ระดับ 32.75 บาท เทียบกับราคาเมื่อ 5 ปีก่อนที่ระดับ 11.60 บาท

ทางด้านกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขนาดใหญ่อย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ราคาหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นได้เกือบ 100% โดยขยับขึ้น 96.09% หรือบวกไปถึง 172.00 บาท แตะระดับ 351.00 บาท จากราคาเดิม 179.00 บาท ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตของรายได้และการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจการเงินและธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ก็เรียงหน้ากระดานปรับตัวขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน อาทิ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ราคาหุ้นขยับขึ้น 88.43% หรือบวก 1.07 บาท มาอยู่ที่ 2.28 บาท จากราคาเดิม 1.21 บาท และ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 51.33% หรือ 19.25 บาท มาปิดที่ระดับ 56.75 บาท จากระดับ 37.50 บาท

พร้อมกันนี้ ข้อมูลจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Consensus) เปิดเผยถึงภาพรวมคำแนะนำการลงทุนในหลักทรัพย์ THAI จากการสำรวจความคิดเห็นและรวบรวมข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์จำนวนทั้งสิ้น 13 แห่ง พบว่ามีการให้คำแนะนำ “ซื้อ” (Buy) จำนวน 7 แห่ง และให้คำแนะนำ “ถือ” (Hold) จำนวน 6 แห่ง โดยไม่มีบริษัทหลักทรัพย์ใดให้คำแนะนำ “ขาย” (Sell) ส่งผลให้สรุปภาพรวมคำแนะนำการลงทุนของ THAI คือการแนะนำ “ซื้อ”

สำหรับประมาณการราคาเป้าหมายของหุ้น THAI ณ ปี 2569 (2569F) นั้น กลุ่มนักวิเคราะห์ได้ประเมินราคาเป้าหมายสูงสุดเอาไว้ที่ระดับ 13.30 บาท และประเมินราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 8.53 บาท ในขณะที่ให้ราคาเป้าหมายต่ำสุดไว้ที่ระดับ 6.40 บาท

ด้าน KTB จากการสำรวจความคิดเห็นและรวบรวมข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์จำนวนทั้งสิ้น 16 แห่ง พบว่ามีการให้คำแนะนำ “ซื้อ” (Buy) อย่างท่วมท้นจำนวนถึง 14 แห่ง และให้คำแนะนำ “ถือ” (Hold) จำนวน 2 แห่ง โดยไม่มีบริษัทหลักทรัพย์ใดให้คำแนะนำ “ขาย” (Sell) ส่งผลให้สรุปภาพรวมคำแนะนำการลงทุนของ KTB คือการแนะนำ “ซื้อ” สำหรับประมาณการราคาเป้าหมายของ KTB ณ ปี 2569 (2569F) นั้น กลุ่มนักวิเคราะห์ได้ประเมินราคาเป้าหมายสูงสุดเอาไว้ที่ระดับ 41.00 บาท และประเมินราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 35.56 บาท ในขณะที่ให้ราคาเป้าหมายต่ำสุดไว้ที่ระดับ 30.00 บาท

ส่วน ADVANC จากการสำรวจความคิดเห็นและรวบรวมข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์จำนวนทั้งสิ้น 13 แห่ง พบว่ามีการให้คำแนะนำ “ซื้อ” (Buy) จำนวน 7 แห่ง และให้คำแนะนำ “ถือ” (Hold) จำนวน 5 แห่ง ในขณะที่มีการให้คำแนะนำ “ขาย” (Sell) เพียง 1 แห่ง หรือคิดเป็นมุมมองเชิงลบ (Bearish) ที่ระดับ 7.7% ส่งผลให้สรุปภาพรวมคำแนะนำการลงทุนของ ADVANC ยังคงเป็นการแนะนำ “ซื้อ” พร้อมประมาณการราคาเป้าหมายของ ADVANC ณ ปี 2569 (2569F) นั้น กลุ่มนักวิเคราะห์ได้ประเมินราคาเป้าหมายสูงสุดเอาไว้ที่ระดับ 422.00 บาท และประเมินราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 392.94 บาท ในขณะที่ให้ราคาเป้าหมายต่ำสุดไว้ที่ระดับ 355.00 บาท

ขณะที่ TTB จากการสำรวจความคิดเห็นและรวบรวมข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์จำนวนทั้งสิ้น 15 แห่ง พบว่าห์ส่วนใหญ่ให้คำแนะนำ “ถือ” (Hold) จำนวนถึง 12 แห่ง ขณะที่มีการให้คำแนะนำ “ซื้อ” (Buy) จำนวน 2 แห่ง และให้คำแนะนำ “ขาย” (Sell) เพียง 1 แห่ง หรือคิดเป็นมุมมองเชิงลบ (Bearish) ที่ระดับ 6.7% ส่งผลให้สรุปภาพรวมคำแนะนำการลงทุนของ TTB ออกมาเป็นการแนะนำ “ถือ” พร้อมประมาณการราคาเป้าหมายของ TTB ณ ปี 2569 (2569F) นั้น กลุ่มนักวิเคราะห์ได้ประเมินราคาเป้าหมายสูงสุดเอาไว้ที่ระดับ 2.60 บาท และประเมินราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.24 บาท ในขณะที่ให้ราคาเป้าหมายต่ำสุดไว้ที่ระดับ 2.00 บาท

ด้าน TCAP จากการสำรวจความคิดเห็นและรวบรวมข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์จำนวนทั้งสิ้น 7 แห่ง พบว่ามีการให้คำแนะนำ “ถือ” (Hold) เป็นส่วนใหญ่จำนวน 4 แห่ง และให้คำแนะนำ “ซื้อ” (Buy) จำนวน 3 แห่ง โดยไม่มีบริษัทหลักทรัพย์ใดให้คำแนะนำ “ขาย” (Sell) ส่งผลให้สรุปภาพรวมคำแนะนำการลงทุนของ TCAP ออกมาเป็นการแนะนำ “ถือ” พร้อมประมาณการราคาเป้าหมายของ TCAP ณ ปี 2569 (2569F) นั้น กลุ่มนักวิเคราะห์ได้ประเมินราคาเป้าหมายสูงสุดเอาไว้ที่ระดับ 68.00 บาท และประเมินราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 60.43 บาท ในขณะที่ให้ราคาเป้าหมายต่ำสุดไว้ที่ระดับ 54.00 บาท

อย่างไรก็ดี ภาพรวมการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของราคาหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผนวกกับมุมมองเชิงบวกและประมาณการราคาเป้าหมายจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Consensus) ถือเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อความมั่นคงของปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลบทวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ควบคู่ไปกับการติดตามแนวโน้มผลประกอบการ นโยบายการจ่ายเงินปันผล ตลอดจนปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจและปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย พร้อมทั้งบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

Back to top button