
KS มองกลุ่ม “เภสัชกรรม” สดใส ชู MEGA-TMAN เด่น กำไรไตรมาส 2 โตแกร่ง
KS มองบวกกลุ่ม “เภสัชกรรม” คาดกำไรไตรมาส 2/69 โตต่อจากการขยายตลาดและช่องทางจำหน่าย ชู TMAN เป็นหุ้นเด่น คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17.80 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุว่า ประเมินแนวโน้มกลุ่มธุรกิจเภสัชกรรมยังคงเติบโตในทิศทางที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA และ บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN ประเมินแนวโน้มไตรมาส 2/2569 เติบโตต่อเนื่อง ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการผลิตภัณฑ์แบรนด์หลักที่แข็งแกร่ง รวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ทางฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการของกลุ่มจะมีโมเมนตัมแข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาส 2/2569 จากการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาคและการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย โดยยังคงเลือก TMAN เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” และให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 17.80 บาทต่อหุ้น
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของหุ้นในกลุ่มที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ ได้แก่ MEGA และ TMAN มีกำไรปกติรวม 679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 8.6% จากไตรมาสก่อน โดยการเติบโตเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ได้รับแรงหนุนหลักจากผลการดำเนินงานของ MEGA ที่มีกำไรเพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรของ TMAN อยู่ที่ 115 ล้านบาท ลดลง 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และ 13.3% จากไตรมาสก่อนหน้าจากแรงกดดันด้านอัตรากำไรขั้นต้นและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น
ด้านรายได้รวมของทั้งกลุ่มในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดย MEGA มีรายได้เติบโตจากธุรกิจ MEGA We Care ที่ขยายตัว 16.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ TMAN มียอดขายเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนจากการเติบโตของช่องทางร้านขายยาและการขยายธุรกิจจัดจำหน่าย
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นรวมของกลุ่มลดลง 90% เหลือ 49.3% จากสัดส่วนรายได้ของธุรกิจจัดจำหน่ายของ TMAN ที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวมปรับตัวดีขึ้น ลดลง 70% มาอยู่ที่ 27.4% จากการได้รับประโยชน์ของการประหยัดต่อขนาด (Operating Leverage) ของ MEGA
โดยทางฝ่ายวิจัยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจในระยะถัดไป โดย MEGA ยังได้รับแรงสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของพอร์ตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับของผู้บริโภคและความแข็งแกร่งของแบรนด์ ขณะที่ธุรกิจจัดจำหน่ายเริ่มฟื้นตัวหลังการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้ายาในเมียนมา
สำหรับไตรมาส 2/2569 คาดว่ากลุ่มเภสัชกรรมจะยังสามารถรายงานกำไรเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยธุรกิจ MEGA We Care มีแนวโน้มเติบโตในระดับเลขสองหลัก จากการขยายตลาดในภูมิภาคและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในเอเชีย ส่วนธุรกิจจัดจำหน่ายคาดว่าจะยังเติบโตในระดับเลขหลักเดียวกลาง ๆ
ขณะที่ TMAN จะได้รับแรงหนุนจากการขยายธุรกิจจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของพอร์ตสินค้าและสนับสนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาว
ในด้านการประเมินมูลค่า KS มองว่า TMAN ยังมีความน่าสนใจ โดยซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ปี 2569 เพียง 8.6 เท่า มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของกำไรต่อหุ้นหลัก (Core EPS) ในช่วง 3 ปีที่ 6% และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5.8% ขณะที่ MEGA ซื้อขายที่ PER ราว 14 เท่า และมี CAGR ของ Core EPS ที่ 10.2%
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้น TMAN ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6% ซึ่งยังต่ำกว่าการปรับขึ้นของดัชนี SET ที่เพิ่มขึ้น 20% แต่ยังทำผลงานได้ดีกว่าหุ้น MEGA ที่ราคาหุ้นทรงตัวจากต้นปี
