
“กรุงศรี” ชี้ SET สัปดาห์นี้ “รีบาวด์” ชู TOP-GPSC-PTTGC หุ้นเด่น
บล.กรุงศรี ประเมิน SET สัปดาห์นี้ 27-30 เม.ย.69 มีโอกาสรีบาวด์ หลังตลาดรับแรงกดดัน MSCI Rebalance ไปมากแล้ว ขณะที่ปัจจัยในประเทศได้แรงหนุนจาก Moody’s ปรับ Outlook ไทย และ 7 ธนาคารพาณิชย์เป็นบวก ชู TOP-GPSC-PTTGC หุ้นเด่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์ Weekly Outlook ประจำสัปดาห์วันที่ 27-30 เมษายน 2569 โดยประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยมีโอกาส “Rebound” พร้อมวางแนวต้านที่ระดับ 1,472 และ 1,488 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,438 และ 1,428 จุด
ทั้งนี้ KSS ระบุว่า นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยหากสถานการณ์ยืดเยื้อ และช่องแคบฮอร์มุซยังมีความตึงเครียด อาจทำให้ตลาดกลับมากังวลต่อผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การประชุมธนาคารกลางหลายแห่งในสัปดาห์หน้ามีมุมมองระมัดระวังมากขึ้นต่อทิศทางนโยบายการเงินและเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่า SET Index ถูกลดสถานะไปแล้วส่วนหนึ่งจากความกังวลต่อ MSCI Rebalance ซึ่งเสี่ยงทำให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออก แต่ประเมินว่าตัวเลขดังกล่าวอาจไม่มากเท่าที่ตลาดกังวล ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานในประเทศเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก หลัง Moody’s ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย รวมถึง 7 ธนาคารพาณิชย์ไทยดีขึ้น จึงคาดว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน KSS แนะนำใช้ Barbell Strategy โดยเน้น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ้นธีม Energy Security เช่น PTTGC, IVL, PTT และ TOP รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและอิงการลงทุนในประเทศ เช่น AMATA, WHA, GLOBAL และ DOHOME กลุ่มธนาคาร เช่น KTB, KBANK และ KKP รวมถึงกลุ่มพลังงานหมุนเวียน เช่น GULF และ GUNKUL
ด้านหุ้นเด่นประจำสัปดาห์นี้ KSS แนะนำ TOP, GPSC และ PTTGC โดยมองว่า TOP ได้สะท้อนประเด็นลบจากมาตรการ กบง. ควบคุมค่าการกลั่นไปแล้ว ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/2569 คาดเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ส่วน GPSC ได้แรงหนุนจากการลงทุน AI CAPEX ทั่วโลกที่ยังเร่งตัว และนโยบายภาครัฐในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนผ่านแผน PDP และ Direct PPA
ขณะที่ PTTGC คาดได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ หรือ Spread ที่เร่งตัวต่อเนื่อง ทั้งจากผลกระทบด้านอุปทานในช่วงสงคราม และโอกาสฟื้นตัวของอุปสงค์ หากสถานการณ์คลี่คลายและเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ สถานการณ์ตะวันออกกลางระหว่างวันที่ 27 เมษายน-1 พฤษภาคม 2569 ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนเมษายน ตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ของสหรัฐฯ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC), ธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รวมถึงการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะพิจารณามาตรการ “ไทยช่วยไทย” เฟส 2

