OSP วิ่ง 4% โบรกแนะซื้อเป้า 19 บาท ชี้กำไรไตรมาส 1 โตแตะ 1 พันลบ.

OSP บวกแรง 4% โบรกคาดกำไรปกติ OSP ไตรมาส 1/2569 แตะ 1,000-1,050 ล้านบาท โตเด่นรับหน้าร้อน ต้นทุนลดหนุนมาร์จิ้น แม้ยอดส่งออกสะดุด เล็งเคาะเป้าใหม่ 18-19 บาท ชี้อัพไซด์เพียบ คงคำแนะนำ "ซื้อ"


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ณ เวลา 14:31 น. อยู่ที่ระดับ 15.80 บาท บวก 0.60 บาท หรือ 3.95% สูงสุดที่ระดับ 15.80 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 15.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 139.76 ล้านบาท

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยบทวิเคราะห์คาดการณ์กำไรปกติในไตรมาส 1/2569 เบื้องต้นของ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP จะอยู่ในกรอบ 1,000 – 1,050 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายตัวทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับรายได้รวมคาดว่าจะฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ตามปัจจัยฤดูกาลที่เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตาม รายได้อาจลดลง 5-9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากยอดขายจากการส่งออกที่ลดลง โดยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในประเทศกัมพูชา และสถานการณ์สงครามในประเทศอินโดนีเซียที่ทำให้การขนส่งเกิดความล่าช้า รวมถึงยอดขายในประเทศเมียนมาที่ลดลงจากปัจจัยด้านใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ในขณะที่รายได้ภายในประเทศคาดว่าจะเติบโตในระดับ 5-7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังที่เติบโตจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า ซึ่ง OSP มีการปรับโครงสร้างการกระจายสินค้าในกลุ่มร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade)

ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดว่าจะขยายตัวทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยบวกจากราคาต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวลดลง ซึ่ง OSP ได้ทำการล็อกราคาสินค้าไว้จนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 แล้ว ซึ่งเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าปีก่อน รวมถึงการรับรู้ผลดีจากการรวมศูนย์การผลิตเครื่องดื่มชูกำลังไปไว้ที่โรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพียงแห่งเดียว นอกจากนี้ สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A/Sales) ก็คาดว่าจะปรับตัวลดลงทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน

ส่วนแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรปกติจะยังคงเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าแนวโน้มรายได้รวมอาจจะยังลดลงจากยอดขายในต่างประเทศที่ยังคงอ่อนแอ แต่คาดว่าจะสามารถชดเชยได้จากการบริหารจัดการอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ที่คาดว่าจะมีทิศทางเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนในไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะยังใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2569 เนื่องจากการล็อกราคาสินค้าไว้ล่วงหน้า แม้ค่าขนส่งอาจมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้

ทั้งนี้ ผลกระทบจากแนวโน้มราคาต้นทุนวัตถุดิบที่อาจปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าจะกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายวิจัยจึงเตรียมปรับลดประมาณการกำไรปกติในปี 2569-2570 ลงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นคาดว่าราคาเหมาะสมใหม่จะอยู่ในกรอบ 18.00-19.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งราคาหุ้นในปัจจุบันยังคงมีอัพไซด์ (Upside) ดังนั้น ในเชิงปัจจัยพื้นฐานจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับการลงทุน

Back to top button